แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของขลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของขลัง แสดงบทความทั้งหมด
แพะเขาควายเผือก ของหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก เป็นที่นิยมและขึ้นชื่อในการปลุกเสกแพะ โดยใช้เขาควายที่ถูกฟ้าผ่าตาย นำมาแกะเป็นตัวแพะ แล้วนำมาวางลงบนถาดหรือพาน หรือนำไปแช่ในน้ำมันจันทร์หอม แล้วนำมาทำพิธีปลุกเสกจนแพะเคลื่อนไหวได้เหมือนกับว่ามีชีวิตจริง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมของนักสะสมกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นเครื่องรางที่หายากและสร้างน้อย
ที่มาของการปลกเสกแพะนั้น หลวงพ่ออ่ำ ได้รับการสืบทอดมาจาก หลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้ง ผู้มีเวทวิทยาคมแรงกล้า ซึ่งหลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้งได้เคยไปเรียนวิชาอาคมการปลุกเสกเสือพร้อมกันกับหลวง
พ่อปาน (หาอ่านได้จากบทความที่แล้ว) ซึ่งหลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้ง ไม่สามารถเรียกเสือกลับมาได้ จึงได้ยุติการเรียนปลุกเสือ จึงหันมาเรียนสร้าง และปลุกเสกแพะ จนสำเร็จ ต่อมาสอนให้แก่หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง จนมีชื่อเสียงในการสร้างแพะ จนได้สมญาว่า หลวงพ่ออ่ำแพะดัง
ในตำรากล่าวไว้ว่า แพะ เป็นสัตว์มีคุณสมบัติ 2 อย่าง คือ มีความอดทน เนื่องจากมีความอดทนสูง ตายยาก (คงกระพัน) และมีเสน่ห์ เพราะตัวผู้ตัวหนึ่งตัวสามารถมีตัวเมียและสืบพันธุ์ได้เป็นฝูง (เมตตามหานิยม)
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=25
มหาคเนศวร ประทานโชค
ลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมลุ้นโชคกับ โหรามหาเวย์ดอทคอม เพียง
ตอบคำถามว่า ท่านชื่นชอบคอลัมน์ใดในเว็บไซต์โหรามหาเวทย์มากที่สุด
พร้อมเหตุผล เท่านี้ท่านก็มีสิทธิลุ้นรับ องค์พระพิฆเนศ จากเราไปสักการะบูชา
ถึงบ้านท่านฟรีทันที
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.horamahawed.com/activity.php
ลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมลุ้นโชคกับ โหรามหาเวย์ดอทคอม เพียง
ตอบคำถามว่า ท่านชื่นชอบคอลัมน์ใดในเว็บไซต์โหรามหาเวทย์มากที่สุด
พร้อมเหตุผล เท่านี้ท่านก็มีสิทธิลุ้นรับ องค์พระพิฆเนศ จากเราไปสักการะบูชา
ถึงบ้านท่านฟรีทันที
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.horamahawed.com/activity.php
** หมดเขตร่วมสนุก 15 กันยายน 2553 นี้ **
หลายท่านคงยังจำกันได้กับขอทานเฒ่าในนามที่ชื่อว่า ชูชก ผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่บารมีของพระเวสสันดรโพธิ์สัตว์ ในฐานะผู้ขอกับผู้ให้ ชูชกเป็นขอทานที่มีเงินทองมากมาย มีภรรยาสาวแสนสวย ในทางไสยศาสตร์ ยกย่องว่า ชูชกเป็นคนมีเสน่ห์ มีลาภ บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร บ้านเรือนและบริวาร จะขออะไรใครเขาก็ให้เป็นการกระตุ้นให้อยากทำทานเป็นผู้เสียสละ พระเกจิอาจารย์ท่านจึงสร้างไสยเวทย์วิชาที่สามารถดลบันดาลโชคลาภให้อย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นเมตตามหานิยมอย่างล้นเหลือและสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค
ในเหล่าบรรดาเครื่องรางของขลังที่ขึ้นชื่อว่าสร้างชูชกได้ยอดเยี่ยมด้านโชคลาภและเมตตามหานิยม มีด้วยกันหลายสำนัก ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมากที่สุดเห็นจะเป็น ชูชก ของ หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน สมุทรสาคร ซึ่งหายากและมีราคาแพง รูปแบบของชูชก จะมีลักษณะเกล้าผมมวยแบบพราหมณ์ มีหนวดเครา หลังค่อม ไม่สวมเสื้อ ถือไม้เท้าและสะพายย่าม
หลายท่านอาจจะเคยรู้จักชูชกในรูปแบบตัวอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจ แต่ถ้ามองในแง่ดีๆ ชูชกก็มีส่วนดีที่ควรเอาเยี่ยงอย่างคือ ความประหยัดมัธยสถ์ อดออม รักและห่วงใยภรรยา เป็นคนซื่อสัตย์ไว้วางใจเพื่อน
พระมหาเศรษฐีนวโกฎิหรือพระเก้าเศรษฐี เป็นรูปเคารพที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธานุภาพดลบันดาลประทานพร ความอุดมสมบูรณ์ ร่้ำรวย มั่งมี ศรีสุข เป็นตัวแทนของท่านมหาเศรษฐีทั้งเก้าท่านในสมัยพุทธกาล ซึ่งทั้งเก้านั้นได้พุทธอุปัฎฐากขององค์สมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการทำบุญและเป็นยอดแห่งมหาเศรษฐีทั้งปวง มหาเศรษฐีทั้งเก้าท่านได้สร้างคุณอันเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินโดยเฉพาะให้แก้พระพุทธศาสนาไว้อย่างมากมาย
มหาเศรษฐีทั้งเก้าท่าน เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยะโสดาบันทั้งสิ้น โดยมีรายนามดังต่อไปนี้
1.ท่านธนัญชัยมหาเศรษฐี
2.ท่านยัสสะมหาเศรษฐี
3.ท่านสุมนะมหาเศรษฐี
4.ท่านชฏิสัสสะมหาเศรษฐี
5.ท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี
6.ท่านเมณฑกะมหาเศรษฐี
7.ท่านโชติกะมหาเศรษฐี
8.ท่านสุมังคละมหาเศรษฐี
9.ท่านมหาอุบาสิกาวิสาขา (พระนางวิสาขา)
โดยมีตำนานเล่าว่า ในครั้งนั้นได้เกิดข้าวยากหมากแพง ฝนไม่ตกเจ็ดปี เกิดทุกข์เข็ญ ความเดือดร้อน ตลอดทั้งเกิดโรคอหิวาตกโรคขึ้น เหตุเภทภัยได้เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก แต่ก็ไม่รู้จะหาทางแก้ไขได้ประการใด ในเวลาต่อมาในกาลนั้นเองได้มีพระอรัญญวาสี หรือพระผู้อยู่ในป่า เป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนากรรมฐาน เป็นผู้ทรงอภิญญา ปฏิสัมพิทาญาณองค์หนึ่งได้มาบอกให้เจ้าพญาผู้ครองราชอาณาจักรในสมัยนั้นว่า ให้พากันสร้างพระมหาเศรษฐีนวโกฏิ หรือ พระเก้าเศรษฐีขึ้นมาทำการสักการบูชาเสียแล้วเหตุเภทภัยทั้งหลายก็จะระงันดับไป แล้วพระอรัญญวาสีองค์นั้นก็ยังได้บอกเคล็ดและวิธีการต่างๆ ตลอกถึงฤกษ์ยามอันเป็นมงคล สำหรับใช้ในการจัดสร้างพระมหาเศรษฐีโกฏิขึ้นมา หลังจากนั้นเจ้าพญาผู้ครองราชอาณาจักรก็ได้ทำตามวิธีการนั้น ไม่นานผลปรากฏว่าเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้เกิดสงบ ระงับดับไป ตามที่พระอรัญญวาสีองค์นั้นได้บอกทุกประการ ตลอดทั้งได้เกิดความสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร ได้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้น ความมั่งคั่ง มั่งมีศรีสุข ร่ำรวย ได้เกิดแก่ประชาชน ชาวราชอาณาจักรล้านช้างในคราวนั้น ด้วยเหตุนี้เองประชาชนแห่งราชอาณาจักรล้านช้างโบราณจึงนิยมได้จัดสร้างและนิยมบูชาสักการะองค์พระมหาเศรษฐีนวโกฏินับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
คาถาบูชาพระเศรษฐีนวโกฎิ หรือ คาถาพระมหาเศรษฐีนวโกฎิ ว่าดังนี้ ตั้งนะโมฯ 3 จบ
มาขะโย มาวะโย มัยหัง มาจะโกจิ อุปัททะโว ธัญญะ ธารานิ ปะวัสสันตุ
ธนัญชัย ยัสสะ ยะถาคะเร สุวัณณานิ หิรัญญาจะ สัพพะโภคา จะ รัตตะนา
ปะวัสสันตุ เม เอวังคะเร สุมะนะ ชะฎิสัสสะ จะ อะนาถะบิณฑิกะ เมทะ กัสสะ
โชติกะ สุมังคะ สัสสะ จะ มัณฑาตุ เวสสันตะ รัสสะ ปะวัสสันติ ยะถาคะเร
เอเตนะ สัจจะ วัชเชนะ สัพพะ สิทธิ ภะวัน ตุ เม
ข้อมูลบางส่วนจาก amulet.in.th
มหาเศรษฐีทั้งเก้าท่าน เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยะโสดาบันทั้งสิ้น โดยมีรายนามดังต่อไปนี้
1.ท่านธนัญชัยมหาเศรษฐี
2.ท่านยัสสะมหาเศรษฐี
3.ท่านสุมนะมหาเศรษฐี
4.ท่านชฏิสัสสะมหาเศรษฐี
5.ท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี
6.ท่านเมณฑกะมหาเศรษฐี
7.ท่านโชติกะมหาเศรษฐี
8.ท่านสุมังคละมหาเศรษฐี
9.ท่านมหาอุบาสิกาวิสาขา (พระนางวิสาขา)
โดยมีตำนานเล่าว่า ในครั้งนั้นได้เกิดข้าวยากหมากแพง ฝนไม่ตกเจ็ดปี เกิดทุกข์เข็ญ ความเดือดร้อน ตลอดทั้งเกิดโรคอหิวาตกโรคขึ้น เหตุเภทภัยได้เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก แต่ก็ไม่รู้จะหาทางแก้ไขได้ประการใด ในเวลาต่อมาในกาลนั้นเองได้มีพระอรัญญวาสี หรือพระผู้อยู่ในป่า เป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนากรรมฐาน เป็นผู้ทรงอภิญญา ปฏิสัมพิทาญาณองค์หนึ่งได้มาบอกให้เจ้าพญาผู้ครองราชอาณาจักรในสมัยนั้นว่า ให้พากันสร้างพระมหาเศรษฐีนวโกฏิ หรือ พระเก้าเศรษฐีขึ้นมาทำการสักการบูชาเสียแล้วเหตุเภทภัยทั้งหลายก็จะระงันดับไป แล้วพระอรัญญวาสีองค์นั้นก็ยังได้บอกเคล็ดและวิธีการต่างๆ ตลอกถึงฤกษ์ยามอันเป็นมงคล สำหรับใช้ในการจัดสร้างพระมหาเศรษฐีโกฏิขึ้นมา หลังจากนั้นเจ้าพญาผู้ครองราชอาณาจักรก็ได้ทำตามวิธีการนั้น ไม่นานผลปรากฏว่าเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้เกิดสงบ ระงับดับไป ตามที่พระอรัญญวาสีองค์นั้นได้บอกทุกประการ ตลอดทั้งได้เกิดความสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร ได้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้น ความมั่งคั่ง มั่งมีศรีสุข ร่ำรวย ได้เกิดแก่ประชาชน ชาวราชอาณาจักรล้านช้างในคราวนั้น ด้วยเหตุนี้เองประชาชนแห่งราชอาณาจักรล้านช้างโบราณจึงนิยมได้จัดสร้างและนิยมบูชาสักการะองค์พระมหาเศรษฐีนวโกฏินับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
คาถาบูชาพระเศรษฐีนวโกฎิ หรือ คาถาพระมหาเศรษฐีนวโกฎิ ว่าดังนี้ ตั้งนะโมฯ 3 จบ
มาขะโย มาวะโย มัยหัง มาจะโกจิ อุปัททะโว ธัญญะ ธารานิ ปะวัสสันตุ
ธนัญชัย ยัสสะ ยะถาคะเร สุวัณณานิ หิรัญญาจะ สัพพะโภคา จะ รัตตะนา
ปะวัสสันตุ เม เอวังคะเร สุมะนะ ชะฎิสัสสะ จะ อะนาถะบิณฑิกะ เมทะ กัสสะ
โชติกะ สุมังคะ สัสสะ จะ มัณฑาตุ เวสสันตะ รัสสะ ปะวัสสันติ ยะถาคะเร
เอเตนะ สัจจะ วัชเชนะ สัพพะ สิทธิ ภะวัน ตุ เม
ข้อมูลบางส่วนจาก amulet.in.th
เทพปี่เซียะหรือผีซิ่ว ถือว่าเป็นความลับที่รู้กันภายในของคนชั้นสูงของจีน ว่าเป็นเทพเรียกทรัพย์ และขับไล่สิ่งอัปมงคลชั่วร้าย จึงได้พยายามเสาะแสวงหาไว้เป็นเจ้าของ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้เป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่ชาวบ้านอย่างแพร่หลาย
ปี่เซียะ คือ เทพลก กวางสวรรค์มี 1 เขา มีปากไม่มีทวาร เชื่อกันว่าทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก รูปลักษณะของปี่เซี๊ยะตามตำราเดิมเป็นสัตว์สี่เท้า ตัวเป็นกวาง แต่หางเป็นแมว มีเขา และปีก แต่บางแบบก็ไม่มีปีก เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคำว่า “ปี่เซียะ” เป็นสำเนียงจีนกลาง ถ้าจีนแต้จิ๋วเรียกว่า "ผี่ชิว" กวางตุ้งเรียก “เพเย้า” หรืออาจเรียกในชื่ออื่นๆ เช่น เถาปก หรือ ฝูปอ นี้เป็นคำเรียกรวมๆ ของ “สิ่งซิ้ว” สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตระกูลหนึ่ง
การบูชาปี่เซียะ ถ้าต้องการจะเสี่ยงโชคมักจะนิยมบูชาเพียงตัวเดียว แต่ถ้าบูชาเป็นคู่วัตถุมงคล จะหมายถึงการขจัดสิ่งชั่วร้าย การที่จะใช้ปี่เซียะคู่หรือปี่เซียะเดี่ยว ให้ดูหลัก ธรรมชาติ หลักความสมดุล หรือความสวยงามเป็นหลัก
การจัดวางปี่เซียะที่เหมาะสม มักจะนิยมวางคู่กันโดยให้เพศเมียที่ก้าวเท้าขวาอยู่ด้านขวา เพศผู้ที่ก้าวเท้าซ้ายอยู่ด้านซ้าย หันหน้าไปทางประตู หรือหน้าต่าง วางไว้ในที่สูงพอสมควร (ไม่ควรวางไว้บนหิ้งพระหรือปะปนกับเครื่องรางสัตว์มงคลอื่นๆ
การบูชาปี่เซียะ มักจะถวายขนมจันอับ (ชาวจีนเรียก โหงวเส็กทึ้งแต่เหลียง แปลว่าขนม 5 สี) ผลไม้ต่างๆเช่น ส้ม องุ่น สัปปะรด กล้วย ลูกท้อ และทับทิม โดยว่าคาถาบูชาดังนี้
อุ อา กะ สะ หรือ อุ อา กะ สะ ปี่เซี๊ยะ อานุภาโว เมตตาจิต ประสิทธิเม
ภาพแลพข้อมูลบางส่วนจากเว็บปัญญาไทยดอทคอม
ในบทความก่อนๆได้กล่าวถึงหุ่นพยนต์ที่มีหน้าตาเหมือนคนไปก่อนหน้านี้แล้ว ในบทความนี้จะกล่าวถึงหุ่นพยนต์ที่มีลักษณธเป็นตัว พ.พาน ซึ่งเป็นของหลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท
พยน หรือ หุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าแล้วยังหมายถึง พ่อ เป็นสุดยอดเครื่องรางที่อัศจรรย์ พระครูเทพโลกอุดร กล่าวว่า เป็นบุญวาสนาของผู้นั้น เหมือนกับมีแก้วสารพัดนึก พ. พาน ย่อมาจากคำว่า พ่อ ในความหมายนี้คือ พ่อพระพุทธ พ่อพระธรรม พ่อพระสงฆ์ พ่อแม่ พ่อครู น้อมนำพระคุณไว้ที่ใจ นำรูปกาย พ. พาน ติดตัวไป จะได้เป็นสิ่งกันภัย ให้โชคลาภ เมตตา ค้าขายดีให้คุณตามที่ขอ พ.เป็นรูปปริศนาธรรม เป็นสิ่งมงคล เตือนใจให้ทำความดี คนเนรคุณไม่ควรมี พ. พ่อ เพราะจะไม่ได้ผลอะไร
ที่มาของหุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน นั้น ครั้งที่หลวงปู่เย็นยังจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังหลวงปู่ท่านเห็นพระธุดงค์เดินแบกกลดสะพายบาตรผ่านมา เกิดความรู้สึกเลื่อมใสในบุคลิกของท่านจึงได้เข้าไปกราบนิมนต์ขอให้พระธุดงค์เข้ามาพักที่กุฎิก่อน พระธุดงค์ท่านเล่าถึงการออกเดินธุดงค์ไปยังเมืองลาว ต้องเดินผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านชื่อว่า บ้านแก้ว เป็นหมู่บ้านที่เลื่องลือในเรื่องยาสั่ง คนแปลกหน้าผ่านไปหมู่บ้านเป็นต้องถูกลองยาเสมอ น้อยคนนักที่จะรอดกลับออกมา หลวงปู่ทานได้ฟังคำบอกเล่าจากพระธุดงค์จึงเกิดความสงสัยจึงได้ถาม “ท่านไม่กลัวเขาทำให้ตายหรือ” “เขาทำให้ตาย กินข้าวได้ เราไม่กลัว” พระธุดงค์ตอบเป็นปริศนา หลวงปู่ท่านไม่เข้าใจในความหมายแต่ก็มิได้ซักถามต่อ รู้ด้วยตนเองพระธุดงค์รูปนี้ไม่ธรรมดามีวิทยาอาคม จึงไม่เกรงกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น
ก่อนที่พระธุดงค์รูปนี้จะจากไปจึงได้มอบของให้สิ่งหนึ่งแกหลวงปู่ท่านจึงรับไว้และบอกหลวงปู่ว่าเป็นแก้วสารพัดนึก สามารถดลบันดาลให้เป็นไปตามปรารถนาได้ทุกประการ โดยที่พระธุดงค์เอื้อมมือไปหยิบก้านธูปที่หน้าหิ้งบูชาพระมาหนึ่งก่นแล้วดัดให้เป็นรูปตัง พ. พาน ต่อจากนั้น ก็หยิบด้ายสายสิญจน์มาพันผูกก้านธูปตัว พ. พาน หลายๆรอบพร้อมกับท่องคาถากำกับตัว พ. พาน แล้วก็ยื่นให้หลวงปู่ และกำชับว่า พ. พาน นี้ก็คือแก้วสารพัดนึก หมายถึงการนึกอยากได้หรือต้องการอยากได้สิ่งใดก็จะได้สมใจนึก ตัว พ. พานนี้เป็นของวิเศษ อันเกิดจากวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงตรัสไว้ที่โคนต้นโพธิ์ “พอ พอแล้ว ใครไม่ต้องเป็นครูสอนเราแล้ว” พอเรารู้ในพระธรรมวินัยนี้ว่าเป็นของเลิศประเสริฐยิ่งนัก พระพุทธก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เป็นของดีที่วิเศษ ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้
พยน หรือ หุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน ของหลวงปู่เย็น ทานรโต เป็นสุดยอดเครื่องรางที่อัศจรรย์ ได้มอบสมนาคุณให้แก่ผู้ที่บริจาคเป็นเงิน หรือ ดิน หิน ทราย ไปติดตัวบูชา และผู้ที่รับไปต่างก็เล่ากันไปปากต่อปากว่ามีอภินิหาร ตั้งจิตอธิษฐานขอสิ่งใดก็มักจะสมหวังในสิ่งนั้นเสมอ วิธีใช้ให้ตั้ง นะโม 3 จบ คาถาให้บริกรรมภานาว่า อิสวาสุ คาถาบูชา
“ยังกิจจิ ระตะนังโลเก วิชชะ ติคิคิตัง ปุถุระตะนัง พุทธะสะมัง นัตติตัสษมา โสตถีภะวันตุเม”
หากท่านเข้าสู่ยามคับขันจริงและลืมคาถาให้พูดว่า พ่อช่วยลูกด้วยนะพ่อ ให้ว่าคำนี้ซ้ำๆ ก็จะเกิดผล
ที่มา : http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=24
พยน หรือ หุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าแล้วยังหมายถึง พ่อ เป็นสุดยอดเครื่องรางที่อัศจรรย์ พระครูเทพโลกอุดร กล่าวว่า เป็นบุญวาสนาของผู้นั้น เหมือนกับมีแก้วสารพัดนึก พ. พาน ย่อมาจากคำว่า พ่อ ในความหมายนี้คือ พ่อพระพุทธ พ่อพระธรรม พ่อพระสงฆ์ พ่อแม่ พ่อครู น้อมนำพระคุณไว้ที่ใจ นำรูปกาย พ. พาน ติดตัวไป จะได้เป็นสิ่งกันภัย ให้โชคลาภ เมตตา ค้าขายดีให้คุณตามที่ขอ พ.เป็นรูปปริศนาธรรม เป็นสิ่งมงคล เตือนใจให้ทำความดี คนเนรคุณไม่ควรมี พ. พ่อ เพราะจะไม่ได้ผลอะไร
ที่มาของหุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน นั้น ครั้งที่หลวงปู่เย็นยังจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังหลวงปู่ท่านเห็นพระธุดงค์เดินแบกกลดสะพายบาตรผ่านมา เกิดความรู้สึกเลื่อมใสในบุคลิกของท่านจึงได้เข้าไปกราบนิมนต์ขอให้พระธุดงค์เข้ามาพักที่กุฎิก่อน พระธุดงค์ท่านเล่าถึงการออกเดินธุดงค์ไปยังเมืองลาว ต้องเดินผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านชื่อว่า บ้านแก้ว เป็นหมู่บ้านที่เลื่องลือในเรื่องยาสั่ง คนแปลกหน้าผ่านไปหมู่บ้านเป็นต้องถูกลองยาเสมอ น้อยคนนักที่จะรอดกลับออกมา หลวงปู่ทานได้ฟังคำบอกเล่าจากพระธุดงค์จึงเกิดความสงสัยจึงได้ถาม “ท่านไม่กลัวเขาทำให้ตายหรือ” “เขาทำให้ตาย กินข้าวได้ เราไม่กลัว” พระธุดงค์ตอบเป็นปริศนา หลวงปู่ท่านไม่เข้าใจในความหมายแต่ก็มิได้ซักถามต่อ รู้ด้วยตนเองพระธุดงค์รูปนี้ไม่ธรรมดามีวิทยาอาคม จึงไม่เกรงกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น
ก่อนที่พระธุดงค์รูปนี้จะจากไปจึงได้มอบของให้สิ่งหนึ่งแกหลวงปู่ท่านจึงรับไว้และบอกหลวงปู่ว่าเป็นแก้วสารพัดนึก สามารถดลบันดาลให้เป็นไปตามปรารถนาได้ทุกประการ โดยที่พระธุดงค์เอื้อมมือไปหยิบก้านธูปที่หน้าหิ้งบูชาพระมาหนึ่งก่นแล้วดัดให้เป็นรูปตัง พ. พาน ต่อจากนั้น ก็หยิบด้ายสายสิญจน์มาพันผูกก้านธูปตัว พ. พาน หลายๆรอบพร้อมกับท่องคาถากำกับตัว พ. พาน แล้วก็ยื่นให้หลวงปู่ และกำชับว่า พ. พาน นี้ก็คือแก้วสารพัดนึก หมายถึงการนึกอยากได้หรือต้องการอยากได้สิ่งใดก็จะได้สมใจนึก ตัว พ. พานนี้เป็นของวิเศษ อันเกิดจากวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงตรัสไว้ที่โคนต้นโพธิ์ “พอ พอแล้ว ใครไม่ต้องเป็นครูสอนเราแล้ว” พอเรารู้ในพระธรรมวินัยนี้ว่าเป็นของเลิศประเสริฐยิ่งนัก พระพุทธก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เป็นของดีที่วิเศษ ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้
พยน หรือ หุ่นพยนต์ ตัว พ. พาน ของหลวงปู่เย็น ทานรโต เป็นสุดยอดเครื่องรางที่อัศจรรย์ ได้มอบสมนาคุณให้แก่ผู้ที่บริจาคเป็นเงิน หรือ ดิน หิน ทราย ไปติดตัวบูชา และผู้ที่รับไปต่างก็เล่ากันไปปากต่อปากว่ามีอภินิหาร ตั้งจิตอธิษฐานขอสิ่งใดก็มักจะสมหวังในสิ่งนั้นเสมอ วิธีใช้ให้ตั้ง นะโม 3 จบ คาถาให้บริกรรมภานาว่า อิสวาสุ คาถาบูชา
“ยังกิจจิ ระตะนังโลเก วิชชะ ติคิคิตัง ปุถุระตะนัง พุทธะสะมัง นัตติตัสษมา โสตถีภะวันตุเม”
หากท่านเข้าสู่ยามคับขันจริงและลืมคาถาให้พูดว่า พ่อช่วยลูกด้วยนะพ่อ ให้ว่าคำนี้ซ้ำๆ ก็จะเกิดผล
ที่มา : http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=24
พระท่ากระดาน ตั้งตามชื่อ “วัดท่ากระดาน” ซึ่งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ในเมืองเก่าแก่เมืองเดียวริมน้ำแม่น้ำแควใหญ่ที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา คู่กับเมืองกาญจนบุรี และเมืองไทรโยค มีวัดสำคัญอยู่ด้วยกัน 3 วัด คือ วัดเหนือ (วัดบน) วัดกลาง (วัดท่ากระดาน) และวัดล่าง ในราวปี พ.ศ. 2495 ได้มีการขุดค้นหาวัตถุโบราณจึงได้พบพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงทั้งสามวัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่วัดกลางเรียกชื่อเต็มว่า “วัดท่ากระดาน” ปรากฏพบพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงที่สนิมงามจัดและปิดทองมาแต่ในกรุ และวัดนี้อยู่ในใจกลางเมืองของเมืองท่ากระดาน ชาวเมืองจึงได้เรียกพระนี้ตามที่ขุดพบ
สันนิษฐานว่าเป็นที่สร้าง พระท่ากระดาน บริเวณหน้าถ้ำทางตอนเหนือของเมืองขึ้นไปตามลำน้ำ น่าจะเป็นวัดเก่าแก่ เนื่องจากมีสภาพของศาสนวัตถุที่ปรักหักพังและมีพระเจดีย์จำนวนมาก และพบวัตถุโบราณมากมาย เช่น บาตร เตาดินหลายเตา ที่สำคัญพบสนิมแดงอยู่ตามพื้นบริเวณเตาและพบพระท่ากระดานอยู่หลายพิมพ์ จึงเชื่อว่าเป็นแหล่งสร้างพระท่ากระดานอย่างแน่นนอน ที่หน้าถ้ำยังพบต้นลั่นทมขนาดใหญ่ จึงเรียกพระท่ากระดานนี้ว่า พระท่ากระดานกรุต้นลั่นทม นอกจากนี้ยังมีการขุดพบตามบริเวณต่างๆ แต่พบไม่มาก
พระท่ากระดาน มีพุทธลักษณะ เหมือน พระอู่ทองหน้าแก่ เป็นศิลปะใน สมัยลพบุรี มีอายุประมาณ 500 – 600 ปี จึงเกิดสนิมไขแดงและสนิมแดง ขึ้นคลุม มีพระพักตร์เคร่งขรึมนี่เกรงขาม แข้งเป็นสัน และพระหนุแหลม พระท่ากระดาน ที่เห็นมีสีแดงนั้นที่เรียกกันว่า สนิมแดง นั้นเกิดจากเป็นการหล่อพระจาก เนื้อชินตะกั่ว พอมีอายุนานเข้าจะมีสนิมขึ้นปกคลุมองค์พระบนเนื้อผิว ผิวจะถูกจับด้วยสนิมที่เป็นสีแดงเนื่องจากมีปฏิกิริยาธรรมชาติ บนสนิมแดงก็จะมีไขขาวเคลือบอีกชั้นหนึ่ง และจากการเวลาที่ยาวนาน สนิมแดงนั้นจะมีสีเข้มคล้ายสีเปลือกมังคุด พระท่ากระดานจะมีอยู่ด้วยกัน 2 พิมพ์ คือ เกศตรง และเกศคด ด้านหลังแบนเลียบ พุทธคุณจะเด่นในทางด้านมหาอุด อยู่ยงคงกระพันชาตรี และโชคลาภ
พระท่ากระดาน มีอยู่ด้วยกัน 2 กรุ คือ พระกรุเก่า และพระกรุใหม่ ทั้ง 2 กรุมีความแตกต่างตรงที่พื้นหลังขององค์ “พระกรุเก่า” จะตัดติดเป็นขอบพื้นบ้าง ทำให้องค์พระแลดูใหญ่ล่ำสันกว่า “พระกรุใหม่” เนื่องจาก พระกรุใหม่นี้จะตัดขอบชิดกับแม่พิมพ์ขององค์พระ เห็นพระพักตร์และพระกรรณอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าพระกรุใหม่จะมีขนาดเล็กกว่าพระกรุเก่า พระท่ากระดานได้จัดให้อยู่ในประเภทเบญจภาคีพระชุดยอดขุนพลเนื้อชิน
ในปัจจุบันเป็นพระเครื่องเนื้อชินตะกั่วที่หายาก และเป็นที่นิยมของนักสะสมเป็นอย่างมาก
เหรียญพ่อท่านคล้าย ที่เป็นนิยมมากที่สุดคือเหรียญพ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณรุ่น 1 “หลังสองขอบ” ยันต์สูง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2499 โดยมีลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ พิมพ์ด้านหน้ารูปเหมือนพ่อท่านคล้ายครึ่งรูป ด้านล่างเป็นอักษรไทยจำนวน 3 บรรทัดว่า หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน รุ่น 1 ขอบเหรียญยกเป็นเส้นลวด 2 ชั้น ด้านล่างตรงกลางเป็น ยันต์แปด
พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ มีนามเดิมว่า คล้าย สีนิล ได้อุปสมบทเป็นสามเณร อายุได้ 19 ปี เมื่อครบอายุ 20 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุทกุกเขปสีมา หรือศาลาน้ำ ได้รับฉายาว่า “จันทสุวัณโณ” ได้ศึกษาพระปริยธรรม แผนกบาลี ได้มาศึกษาต่อทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน ณ สำนักสงฆ์วัดสามพัน จ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาทางด้านไสยศาสตร์ และยังได้ออกไปศึกษากับพระเกจิอาจารย์หลายสำนัก ท่านยังเป็นพระสงฆ์ที่ช่วยเหลือและสงเคราะห์สร้างศาสนะต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์และชาวบ้านไว้มากมาย
พ่อท่านคล้ายเป็นที่เคารพนับถือ ศรัทธาของศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไป มีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พูดอย่างไร่เป็นไปตามปากพูด ท่านมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและแจ่มใสอารมณ์เยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ท่านมักจะให้พรแก่ทุกคน “ขอให้เป็นสุข เป็นสุข” ผู้ที่เคารพนับถือต่างพากันกลัวคำตำหนิ เพราะผู้ใดได้ถูกท่านตำหนิทุกรายล้วนแต่พบภัยพิบัติ ส่วนมากจึงหวังที่จะได้รับคำอวยพร คนที่ไปกราบนมัสการพ่อท่านคล้าย หวังที่จะได้พระเครื่องและวัตถุมงคล บ้างก็ขอน้ำมนต์ ชานหมาก ท่านก็เมตตาให้กับทุกๆคน
เชื่อกันว่าเหรียญพ่อท่านคล้าย รุ่น 1 หลังสองขอบ หากใครมีไว้บูชา จะประสบการณ์แคล้วคลาด เมตตา มหาเสน่ห์ เปรียบเสมือนมี พ่อท่านคล้าย มาสิงสถิตอยู่ในใจเราตลอดเวลา
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=22
พระอินทร์อวตารประทานทรัพย์ สร้างและอธิฐาน โดยอาจารย์เม้ง ขุนแผน สำหรับผู้ที่บูชาจะต้องบูชาด้วยความเคารพ เชื่อมั่น แล้วสิ่งที่ท่านขอจะประสบผลสำเร็จ ช่วยเพิ่มเสน่ห์เมตตา บัลดาลโชคลาภ หนุนดวง ค้าขายรุ่งเรือง ปัดเป่าอุปัทวภัยต่างๆ บรรเทาทุกข์ จากอาการเจ็บป่วย
พระอินทร์อวตารประทานทรัพย์ ลักษณะเป็นรูปของสัตว์ในตำนานที่ชื่อ แมลงสี่หูห้าตา เป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างพระธาตุดอยเขาควายในจังหวัดเชียงราย เมื่อประมาณเมื่อ 1,000 ปี มาแล้ว
โดยเรื่องเล่ามีอยู่ว่า มีเมืองหนี่งนามว่า นครพันธุมติ ครองเมืองโดย พระเจ้าพันธุมติราชได้ปกครองเมืองอย่างร่มเย็นเป็นสุข ในเมืองนี้ มีครอบครัวหนึ่งมีด้วยกัน 3 พ่อแม่ลูก อยู่อย่างยากจนยึดอาชีพขอทาน มีลูกชายผู้เดียวนามว่า “อ้านทุกคตะ” มีอายุได้ 4 ขวบ แม่ก็มาด่วนตายด้วยโรคร้าย การที่ออกไปขอทานทุกวัน อ้ายทุกคตะ ได้รับเงินจากผู้ใจบุญ เมื่อเติบใหญ่มีอายุได้ 12 ขวบ ได้ไปรับจ้างเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ของผู้ใหญ่บ้าน ได้ไม่กี่ปีพ่อก็มาล้มป่วยตายไปอีกคนหนึ่งจึงเหลืออยู่เพียงลำพัง ก่อนตายก็ได้อบรมและสั่งสอนลูกชาย ให้เป็นคนมีคุณธรรม เชื่อฟังที่ผู้ใหญ่สอน เมื่อพ่อได้เสียชีวิตไปแล้วให้นำร่างไปฝังไว้ที่ป่า จนกว่าหัวกะโหลกจะหลุด แล้วให้นำไปสักการบูชาที่บ้าน เมื่ออายุได้ 17 ปี ก็ให้ลากหัวกะโหลกขึ้นดอย ทางตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าหัวติดตรงไหนก็ให้ฝัง แล้วทำบ่วงแร่วจับสัตว์ตรงนั้น มีสัตว์ตัวใดมาติดให้จับมาเลี้ยง
อ้ายทุกคตะ ทำตามที่พ่อบอกทุกอย่าง หลังจากที่ทำแล้วดักจับสัตว์ 2 - 3 วันหลังต่อมา ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดติดที่บ่วงแล้ว ลักษณะตัวดำเหมือนหมี ขนยาว มี 4 หู 5 ตา ซึ่ง อ้ายทุกคตะ เข้าใจว่าพ่อได้กลับมาเกิดเป็นสัตว์ตัวนี้ จึงได้นำสัตว์ตัวนี้มาเลี้ยง และไม่ให้ใครพบเห็นเจ้าสัตว์ตัวนี้ ซึ่งทุกครั้งที่เขานำข้าวและน้ำมาให้ มันก็ไม่ยอมกินอะไรที่เลย จนวันหนึ่ง อ้ายทุกคตะ ได้ก่อกองไฟ แล้วถ่านไฟกระเด็นไปใกล้ แมง 4 หู 5 ตา มันหยิบกินถ่านไฟแดงๆนั้นด้วยความหิวกระหาย สร้างความแปลกใจให้อ้ายทุกคตะ วันต่อมามันได้ถ่ายอุจาระเป็นทองคำ จากนั้นอ้ายทุกคตะ ได้ก่อกองไฟเพื่อนำถ่านไฟมาให้มันกินเป็นประจำ และได้ขุดดินฝังทองที่แมง 4 หู 5 ตานั้นได้ถ่ายออกมาไว้ทั่วไร่นา
ต่อมา นางสีมา พระราชธิดาของพระเจ้าพันธุมติราช มีหน้าตาสวยงาม จนเหล่าเจ้าเมืองต่างๆ หลงใหล ขอมาเป็นมเหสีพระ เจ้าพันธุมติราชจึงตัดสินใจหากต้องการจะได้นางสีมาเป็นมเหสี ให้สร้างรางรับน้ำฝนทองคำจากบ้านมายังปราสาท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยาก แต่เรื่องนี้ได้รู้ถึง อ้ายทุกคตะ จึงได้จ้างช่างสร้างรางรับน้ำฝนด้วยทองคำจากบ้านไปถึงปราสาทช่างทำรางน้ำฝนด้วยทองมีความยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นที่อัศจรรย์ต่อผู้พบเห็น และพระเจ้าพันธุมติราชทรงทราบ จึงสั่งให้สร้างถนนไปถึงบ้านอ้ายทุกคตะ เมื่อได้ฤกษ์ที่ดี อ้ายทุกคตะก็ได้อภิเษกสมรสกับพระนางสีมา หลังจากที่ได้อภิเษกเป็นราชบุตรเขย ทรงถามว่าได้ทองคำมากมายนี้มาจากที่ใด อ้ายทุกคตะ จึงตอบไปว่าได้มาจาก แมง 4 หู 5 ตา ากนั้นจึงได้สั่งให้ขุดทองใช้เวลา 7 วัน 7 คืน กว่าจะหมด เพื่อนำมาเป็นทรัพย์สมบัติ และนำตัวแมง 4 หู 5 ตา มาให้ ระเจ้าพันธุมติราช ต้องการจะสัมผัสตัว เมื่อเปิดกรงออกแมงสี่ 4 หู 5 ตา ได้หลุดออกไปอีก พระราชาจึงออกวิ่งตามจนถึงหน้าถ้ำเป็นที่ของแมง 4 หู 5 ตา เคยติดบ่วงแร้ว พระราชาได้ตามเข้าไปในถ้ำแล้วได้เกิดถ้ำถล่มลงมาปิดทางเข้า พระราชาติดอยู่ในถ้ำพวก เหล่าเสนาตามหาไม่เจอ เมื่อถูกขังอยู่ในถ้ำก็ได้แต่โทษตัวเอง ด้วยความโลภจึงถูกขัง และคิดว่าตนจะสวรรคตอยู่ในถ้ำ เห็นถ้ำมีช่องอากาศจึงตะโกนผ่านช่องเล็กๆ เรียกเหล่าเสนาอำมาตย์ให้ตามพระมเหสีทั้ง 7 มา และสั่งให้ทั้ง 7 คนพากันสละความอายด้วยการเปิดผ้าถุงให้เห็นสรีระและอวัยวะภายในของมเหสีทั้ง 7 ให้เห็นเป็นวาระสุดท้ายก่อนสวรรคต พระมเหสีต่างเกี่ยงด้วยความอาย แต่พระมเหสีคนที่ 7 จึงตัดสละความอาย เปิดผ้าถุงให้ดู ทำให้เห็นอวัยวะเพศหญิง จึงเกิดอัศจรรย์มีเสียงหัวเราะจากถ้ำทำให้ปากถ้ำเปิด พระราชาจึงรอดตาย จากนั้นเรื่องราวก็สงบบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขดังเดิม
พระเจ้าพันธุมติราชได้สละราชสมบัติให้กับ อ้ายทุกคตะผู้เป็นบุตรเขยสืบราชวงศ์สืบไป และเปลี่ยนนามใหม่ว่า “พระยาธรรมิกะราช” เฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืน มีพระสงฆ์เผยแพร่พระพุทธศาสนา นำพระบรมสารีริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้ามาถวาย ในฐานะที่เป็นเจ้าเมือง พระยาธรรมิกะราช โปรดให้สร้างวัดวาอารามต่าง และได้สร้างวัดดอยเขาควายแก้ว โดยนำ พระบรมสาริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้าบรรจุใส่ไว้ในเจดีย์วัดดอย เขาควายแก้ว บริเวณที่สร้างวัดเป็นยอดดอยที่มีถ้ำแมง 4 หู 5 ตา มาติดบ่วงแร้ว
คาถาบูชา พระอินทร์อวตารประทานทรัพย์
สาธุ อะระหัง นะมามิ พระอินทร์ อากาเสจะ พุทธทิปังกะโร นะโมพุทธษยะ อิอะระณัง อะระหัง กุสะลาธัมมา สัมมาสัมพุทโธ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ พระโสนามะ ยักโข เมตตามหาลาภะ ปิยังมะมะ ทันตะ ปริวาสะโภ วาสุนี หะเตโหนตุ ชัยมังคลานิ
สวด คาถากี่จบก็ได้เป็นมหาโชค มหาลาภ สวดทุกวันกันไฟไหม้ กันฟ้าผ่า อันตรายต่างๆ เป็นศิริมงคลแก่ผู้บูชายิ่งนัก เดล็ดการบูชาควรจุดก้อนกำยานหอมบูชาด้วยยิ่งดี ในตามราได้กล่าวไว้ แมงสี่หู ห้าตา กินถ่านไฟแดง ขี้เป็นทองคำ
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=21
“ตะกรุด” เป็นเครื่องรางของขลังในรบทัพจับสึกเข้าสู่สนามรบระหว่างกัน และเป็นเครื่องรางของขลังของพระเกจิอาจารย์แต่ละยุคแต่ละสมัยคงไว้ มีความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ดีในทางแคล้วคลาด คงกรพันชาตรี ป้องกันภยันอันตราย ภัยพิบัติทั้งปวง รวมทั้งด้านเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ กลับดวง พลิกชะตา เลื่อนยศ ร้ายกลายเป็นดี เกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษนิยมสร้าง ตะกรุด เพื่อป้องกันอันตรายและตะกรุด ได้พัฒนาการจากดอกใหญ่และหนาใช้ในการศึกสงคราม ได้มีการลดขนาดลงเพื่อเป็นเครื่องรางติดตัวหรือสามารถตอกฝังเข้าในร่างกายได้
ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบเป็นตำรับวิชายันต์หนีบของล้านนาเฉพาะท้องถิ่นโบราณที่เก่าแก่สืบทอดกันมาเป็นเวลานับร้อยๆปี ให้คนได้บูชา การกระทำพิธีปลุกเสกได้เชิญครูบาอาจารย์และเทพเทวดาลงมาช่วยปลุกเสกจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และมีปาฏิหาริย์ตามความเชื่อ ซึ่งเป็นวิชาที่มีความคล้ายกับการทำเสน่ห์ยาแฝด คือ การผูกจิตใจคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ปัจจุบันจะเลือนสูญหายมีผู้สืบทอดน้อยลง หากจะสร้างให้เกิดความเข้มขลังจริง และถูกต้องตามตำราโบราณ มีเหลือเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ไม่กี่คนทางล้านนาที่ยังสร้างได้เข้มขลัง หาผู้สร้างได้น้อยมาก
ยันต์หนีบ เป็นยันในด้านค้าขาย เมตตามหาเสน่ห์ แม่ค้าทุกคนต้องมียันต์หนีบติดตัวไว้ติดตัว เชื่อว่าจะค้าขายดี ชายชาวล้านนาก็มักจะมียันต์หนีบติดตัวพกพาเวลาไปบ้านสาวหรืองานบุญเพื่อจะไปจีบสาว (แอ่วสาว) เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ ยันต์หนีบมีให้เห็นตามแผงขายพระเครื่องบางแผง มาวันนี้ท่านที่สร้างยันต์หนีบได้ล้มหายตายจากไปไม่มีลูกหลานสืบทอดต่อและร่ำเรียนจึงทำให้หายไปจากล้านนา
การที่จะหายันต์หนีบ ต้องไปขอบูชาจากวัดโดยมีพระภิกษุสงฆ์ผู้มีวิชาอาคมจะจารยันต์ให้ ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างเพื่อแจกจ่ายให้แก่ลูกศิษย์นำไปใช้ในด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่เคยบวชเรียนและศึกษาทางด้านวิชาอาคมแล้วสึกมาเป็นฆาราวาส หรือจะไปแสวงหาหายันต์หนีบที่ กาดงัว (ตลาดค้าวัวค้าควาย) และของใช้เครื่องมือทางการทำมาค้าขาย และในจำนวนนั้นของที่นำมาขายมะยันต์ต่างๆมาค้าขายด้วย
ยันต์หนีบความแตกต่างไปตามแต่ละตำรา ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างจากแผ่นโลหะ ที่พบเห็นมีทั้งทองแดง ทองเหลือง เนื้อเงิน แผ่นโลหะที่นำมาใช้เขียนยันต์หนีบมีความคลายๆกับแผ่นโลหะที่นำมาทำเป็นตะกรุด ต่างกันที่หลังจากลงอักขระเลขยันต์จะไม่ม้วนเป็นแท่งกลมเหมือนตะกรุด แต่จะพับเป็นสองแผ่นแล้วประกบเข้าหากัน ปลายด้านหนึ่งจะม้วนเพียงเล็กน้อย แค่พอที่จะสอดด้ายมงคล
ตะกรุดยันต์หนีบพิศวาสมหาเสน่ห์ผู้ใดมีไว้ติดตัวแล้ว จะเป็นที่รักใคร่ต่อผู้ที่พบเห็นตรึงจิตตรึงใจให้พิศวาสหลงใหล เป็นเมตตามหาเสน่ห์มหาละลวยชั้นสูง หรือชายก็ดีหญิงก็ดี ที่รักใครชอบใคร และอยากให้เขารักเราให้นำเอาใบโพธิ์ที่หล่นทางกิ่งทิศตะวันออกนำมาตัดเป็น 2 ชิ้น (หากนำใบโพธิ์ในวัดต้องชำระหนี้สงฆ์ก่อนคือต้องบูชาเอา หากหาไม่ได้จริงๆให้ใช้แผ่นกระดาษแทน) แล้วให้เขียนชื่อจริง นามสกุลจริง เราใบหนึ่ง และเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของคนที่เรารักหรือชอบ อีกใบหนึ่ง แล้วนำใบโพธิ์ที่เขียนไว้นำมาประกบกัน เสียบไว้ที่ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบ นำไปบูชาแล้วท่องคาถาก่อนนอนทุกวัน ผู้นั้นจะรักเราหลงเรากังวลจิตใจจนทนอยู่มิได้ คิดถึงคนึงหาอย่างจับจิตจับใจ หรือผู้ที่มีคู่ครองอยู่แล้วอยากให้เขารักเรามากขึ้นให้เขียนชื่อลงไปเขาก็จะรักใคร่ปองดองไม่คิดนอกใจ หรือเขียนชื่อเจ้านาย เขาก็จะมีความเมตตาเอ็นดูเรา
ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบ ผู้สร้างท่านได้ห้ามว่า อย่านำไปใช้ในทางที่ไม่ถูก ห้ามผิดลูกผิดเมีย หากกระทำกับผู้ใดแล้วต้องรับผิดชอบห้ามทิ้งขว้างทำให้เขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจ จะมีโทษหนัก
ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบเป็นตำรับวิชายันต์หนีบของล้านนาเฉพาะท้องถิ่นโบราณที่เก่าแก่สืบทอดกันมาเป็นเวลานับร้อยๆปี ให้คนได้บูชา การกระทำพิธีปลุกเสกได้เชิญครูบาอาจารย์และเทพเทวดาลงมาช่วยปลุกเสกจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และมีปาฏิหาริย์ตามความเชื่อ ซึ่งเป็นวิชาที่มีความคล้ายกับการทำเสน่ห์ยาแฝด คือ การผูกจิตใจคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ปัจจุบันจะเลือนสูญหายมีผู้สืบทอดน้อยลง หากจะสร้างให้เกิดความเข้มขลังจริง และถูกต้องตามตำราโบราณ มีเหลือเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ไม่กี่คนทางล้านนาที่ยังสร้างได้เข้มขลัง หาผู้สร้างได้น้อยมาก
ยันต์หนีบ เป็นยันในด้านค้าขาย เมตตามหาเสน่ห์ แม่ค้าทุกคนต้องมียันต์หนีบติดตัวไว้ติดตัว เชื่อว่าจะค้าขายดี ชายชาวล้านนาก็มักจะมียันต์หนีบติดตัวพกพาเวลาไปบ้านสาวหรืองานบุญเพื่อจะไปจีบสาว (แอ่วสาว) เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ ยันต์หนีบมีให้เห็นตามแผงขายพระเครื่องบางแผง มาวันนี้ท่านที่สร้างยันต์หนีบได้ล้มหายตายจากไปไม่มีลูกหลานสืบทอดต่อและร่ำเรียนจึงทำให้หายไปจากล้านนา
การที่จะหายันต์หนีบ ต้องไปขอบูชาจากวัดโดยมีพระภิกษุสงฆ์ผู้มีวิชาอาคมจะจารยันต์ให้ ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างเพื่อแจกจ่ายให้แก่ลูกศิษย์นำไปใช้ในด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่เคยบวชเรียนและศึกษาทางด้านวิชาอาคมแล้วสึกมาเป็นฆาราวาส หรือจะไปแสวงหาหายันต์หนีบที่ กาดงัว (ตลาดค้าวัวค้าควาย) และของใช้เครื่องมือทางการทำมาค้าขาย และในจำนวนนั้นของที่นำมาขายมะยันต์ต่างๆมาค้าขายด้วย
ยันต์หนีบความแตกต่างไปตามแต่ละตำรา ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างจากแผ่นโลหะ ที่พบเห็นมีทั้งทองแดง ทองเหลือง เนื้อเงิน แผ่นโลหะที่นำมาใช้เขียนยันต์หนีบมีความคลายๆกับแผ่นโลหะที่นำมาทำเป็นตะกรุด ต่างกันที่หลังจากลงอักขระเลขยันต์จะไม่ม้วนเป็นแท่งกลมเหมือนตะกรุด แต่จะพับเป็นสองแผ่นแล้วประกบเข้าหากัน ปลายด้านหนึ่งจะม้วนเพียงเล็กน้อย แค่พอที่จะสอดด้ายมงคล
ตะกรุดยันต์หนีบพิศวาสมหาเสน่ห์ผู้ใดมีไว้ติดตัวแล้ว จะเป็นที่รักใคร่ต่อผู้ที่พบเห็นตรึงจิตตรึงใจให้พิศวาสหลงใหล เป็นเมตตามหาเสน่ห์มหาละลวยชั้นสูง หรือชายก็ดีหญิงก็ดี ที่รักใครชอบใคร และอยากให้เขารักเราให้นำเอาใบโพธิ์ที่หล่นทางกิ่งทิศตะวันออกนำมาตัดเป็น 2 ชิ้น (หากนำใบโพธิ์ในวัดต้องชำระหนี้สงฆ์ก่อนคือต้องบูชาเอา หากหาไม่ได้จริงๆให้ใช้แผ่นกระดาษแทน) แล้วให้เขียนชื่อจริง นามสกุลจริง เราใบหนึ่ง และเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของคนที่เรารักหรือชอบ อีกใบหนึ่ง แล้วนำใบโพธิ์ที่เขียนไว้นำมาประกบกัน เสียบไว้ที่ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบ นำไปบูชาแล้วท่องคาถาก่อนนอนทุกวัน ผู้นั้นจะรักเราหลงเรากังวลจิตใจจนทนอยู่มิได้ คิดถึงคนึงหาอย่างจับจิตจับใจ หรือผู้ที่มีคู่ครองอยู่แล้วอยากให้เขารักเรามากขึ้นให้เขียนชื่อลงไปเขาก็จะรักใคร่ปองดองไม่คิดนอกใจ หรือเขียนชื่อเจ้านาย เขาก็จะมีความเมตตาเอ็นดูเรา
ตะกรุดแผ่นยันต์หนีบ ผู้สร้างท่านได้ห้ามว่า อย่านำไปใช้ในทางที่ไม่ถูก ห้ามผิดลูกผิดเมีย หากกระทำกับผู้ใดแล้วต้องรับผิดชอบห้ามทิ้งขว้างทำให้เขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจ จะมีโทษหนัก
เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางของขลังเป็นของเก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณ จากนำหอยเบี้ยมาติดตัวเด็กเป็นเครื่องรางด้านโชคลาภ และคุ้มกันสรรพอันตรายต่างๆ เบี้ยแก้ ทำจากเบี้ยพลู และเบี้ยจั่น โดยเกจิอาจารย์นำปรอทธาตุศักดิ์สิทธิ์บรรจุในตัวหอยเบี้ย อุดชันโรงใต้ดินแล้วลงอักขระเลขยันต์แล้วปลุกเสกอีกครั้ง เบี้ยแก้มีการสร้างขึ้นมาสืบทอดต่อกันมา และสร้างกันหลายสายตามแต่ตำราของสำนักใครคือแต่ละสำนักนั้นจะมีวิธีบรรจุปรอทและวิธีอุดแตกต่างกันออกไป
เบี้ยแก้ เป็นหอยชนิดหนึ่งมีลักษณะหลังนูนท้องแบน เปลือกแข็ง ผิวมัน ช่องปากยาวแคบ หอยชนิดนี้ในสมัยก่อนได้นำมาเป็นอัตราของเงินเพื่อใช้แลกเปลี่ยนซื้อขาย เบี้ยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด มี เบี้ยจั่น เบี้ยแก้ว เบี้ยนาง ส่วนใหญ่ที่พระเกจิอาจารย์มักจะใช้ “เบี้ยจั่น” นำมาสร้างเป็นเครื่องรางที่เรียกกันว่า “เบี้ยแก้” โดยประกอบพิธีปลุกเสกด้วยพุทธานุคม และเวทวิทยาคม ตามกรรมวิธี เบี้ยแก้นั้นเป็นเครื่องรางที่มีความศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ผู้ถือครอบครองนำไปใช้ป้องกันตัว หรือแก้ไขอันตรายต่างๆจากคุณไสย และภูตผีปีศาจตามความเชื่อ
เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในการสร้าง “เบี้ยแก้” ท่านมีนามว่า “หลวงปู่รอด” เจ้าอาวาสวัดนายโรง (วัดสัมมัชผล) เป็นพระภิกษุที่มีผู้เคารพนับถือ และมีลูกศิษย์มากมาย ท่านยังมีความชำนาญด้านวิปัสสนากัมฐาน เก่งในด้านพุทธานุคมและเวทย์วิทยาคมในการทำเบี้ยแก้และลูกอมชานหมาก เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางที่ หลวงปู่รอด ท่านสืบทอดมากจาก หลวงปู่แขก เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุ ซึ่งเป็นพระอาจรย์ของท่าน
หลวงปู่รอด ท่านจะสร้าง เบี้ยแก้อย่างง่ายๆไม่มีพิธีกรรมอะไรมากมาย แต่แฝงด้วยความขลังและศักดิ์สิทธิ์ คือลูกศิษย์คนใดต้องการให้หลวงปู่ทำเบี้ยแก้ให้ หลวงปู่ท่านก็จะสั่งให้หาวัสดุมาให้และใส่พานครูพร้อมดอกไมเทียนธูป แล้วเขียนชื่อว่าของใครจากนั้นวันรุ่งขึ้นหลังจากฉันเพลให้มารับ สิ่งที่ต้องเตรียมมามี 4 อย่างคือ หอยเบี้ย ปรอท แผ่นตะกั่วนม ชันโรงใต้ดิน
หลวงปู่ท่านจะนำปรอทที่หุงและปลุกเสกแล้วนำมาบบรรจุใส่เข้าไปในตัวหอยเบี้ย จากนั้นก็อุดด้วยชันโรงที่ปากเบี้ยไม่ให้ปรอทรั่วหรือไหลออกมานำผ้าแดงที่ลงอักขระเลขยันต์และบริกรรมคาถาสัมทับลงอีกครั้ง หรือใช้แผ่นตะกั่วนมพอกตัวหอยเบี้ยแล้วลงอักขระเลขยันต์นำด้ายสายมงคล (สายสิญจน์) ถักหุ้มลงรักใช้ลวดทองแดงขดเป็นห่วงสำหรับคล้องคอหรือคาดเอวติดตัว
ปรอทที่ใส่ในตัวเบี้ยเรียกว่า “ปรอทเป็น” เนื่องจากเวลาเขย่าจะมีเสียง ขลุกๆ ดังชัดบ้างไม่ดังชัดบ้างเนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณที่ของปรอทที่ขังอยู่ในเบี้ย และอุณหภูมิของฤดูกาลเนื่องจากการขยายตัวของปรอทที่ปรับสภาพนั่นเอง เบี้ยแก้ที่ท่านทำออกมานั้นทุกขั้นตอนท่านจะทำเองจะไม่ให้ผู้ใดยุ่ง
เบี้ยแก้ ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เป็นอิทธิวัตถุที่ใจให้เราสดุ้งกลัวต่อเพศภัยที่เรามองไม่เห็นตัว ผู้ใดมีติดตัวแล้วย่อมป้องกันภยันอันตรายได้ทั้งปวง เป็นเมตตามหานิยม แคล้วคลาดทุกประการ คุ้มกันเสนียดจัญไรคุฯไสย แคล้วคลาด มหาอุตม์ คงกระพันทุกประการ ยาสั่งและการกระทำย่ำยีทั้งหลายทั้งปวงได้ชงัด
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=17
เบี้ยแก้ เป็นหอยชนิดหนึ่งมีลักษณะหลังนูนท้องแบน เปลือกแข็ง ผิวมัน ช่องปากยาวแคบ หอยชนิดนี้ในสมัยก่อนได้นำมาเป็นอัตราของเงินเพื่อใช้แลกเปลี่ยนซื้อขาย เบี้ยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด มี เบี้ยจั่น เบี้ยแก้ว เบี้ยนาง ส่วนใหญ่ที่พระเกจิอาจารย์มักจะใช้ “เบี้ยจั่น” นำมาสร้างเป็นเครื่องรางที่เรียกกันว่า “เบี้ยแก้” โดยประกอบพิธีปลุกเสกด้วยพุทธานุคม และเวทวิทยาคม ตามกรรมวิธี เบี้ยแก้นั้นเป็นเครื่องรางที่มีความศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ผู้ถือครอบครองนำไปใช้ป้องกันตัว หรือแก้ไขอันตรายต่างๆจากคุณไสย และภูตผีปีศาจตามความเชื่อ
เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในการสร้าง “เบี้ยแก้” ท่านมีนามว่า “หลวงปู่รอด” เจ้าอาวาสวัดนายโรง (วัดสัมมัชผล) เป็นพระภิกษุที่มีผู้เคารพนับถือ และมีลูกศิษย์มากมาย ท่านยังมีความชำนาญด้านวิปัสสนากัมฐาน เก่งในด้านพุทธานุคมและเวทย์วิทยาคมในการทำเบี้ยแก้และลูกอมชานหมาก เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางที่ หลวงปู่รอด ท่านสืบทอดมากจาก หลวงปู่แขก เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุ ซึ่งเป็นพระอาจรย์ของท่าน
หลวงปู่รอด ท่านจะสร้าง เบี้ยแก้อย่างง่ายๆไม่มีพิธีกรรมอะไรมากมาย แต่แฝงด้วยความขลังและศักดิ์สิทธิ์ คือลูกศิษย์คนใดต้องการให้หลวงปู่ทำเบี้ยแก้ให้ หลวงปู่ท่านก็จะสั่งให้หาวัสดุมาให้และใส่พานครูพร้อมดอกไมเทียนธูป แล้วเขียนชื่อว่าของใครจากนั้นวันรุ่งขึ้นหลังจากฉันเพลให้มารับ สิ่งที่ต้องเตรียมมามี 4 อย่างคือ หอยเบี้ย ปรอท แผ่นตะกั่วนม ชันโรงใต้ดิน
หลวงปู่ท่านจะนำปรอทที่หุงและปลุกเสกแล้วนำมาบบรรจุใส่เข้าไปในตัวหอยเบี้ย จากนั้นก็อุดด้วยชันโรงที่ปากเบี้ยไม่ให้ปรอทรั่วหรือไหลออกมานำผ้าแดงที่ลงอักขระเลขยันต์และบริกรรมคาถาสัมทับลงอีกครั้ง หรือใช้แผ่นตะกั่วนมพอกตัวหอยเบี้ยแล้วลงอักขระเลขยันต์นำด้ายสายมงคล (สายสิญจน์) ถักหุ้มลงรักใช้ลวดทองแดงขดเป็นห่วงสำหรับคล้องคอหรือคาดเอวติดตัว
ปรอทที่ใส่ในตัวเบี้ยเรียกว่า “ปรอทเป็น” เนื่องจากเวลาเขย่าจะมีเสียง ขลุกๆ ดังชัดบ้างไม่ดังชัดบ้างเนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณที่ของปรอทที่ขังอยู่ในเบี้ย และอุณหภูมิของฤดูกาลเนื่องจากการขยายตัวของปรอทที่ปรับสภาพนั่นเอง เบี้ยแก้ที่ท่านทำออกมานั้นทุกขั้นตอนท่านจะทำเองจะไม่ให้ผู้ใดยุ่ง
เบี้ยแก้ ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เป็นอิทธิวัตถุที่ใจให้เราสดุ้งกลัวต่อเพศภัยที่เรามองไม่เห็นตัว ผู้ใดมีติดตัวแล้วย่อมป้องกันภยันอันตรายได้ทั้งปวง เป็นเมตตามหานิยม แคล้วคลาดทุกประการ คุ้มกันเสนียดจัญไรคุฯไสย แคล้วคลาด มหาอุตม์ คงกระพันทุกประการ ยาสั่งและการกระทำย่ำยีทั้งหลายทั้งปวงได้ชงัด
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=17
งูเหลือมเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีเดือยจะมีเฉพาะงูเหลือมตัวผู้และมีอายุมาก เนื่องจากเมื่องูเหลือมตัวผู้ที่แก่ หรือมีอายุมากจะไม่ออกไปหากิน แต่จะก็จะออกเลื้อยในอาณาเขตในการนอนรอเหยื่อ เดือยของงูเหลือมงอกออกมาอยู่ตรงบริเวณรูขับถ่ายของเสีย โดยทางเดือยของมันมีหน้าที่ วงอาณาเขตวงกลมรอบๆตัวที่มันนอนรอเหยื่อ หากมีสัตว์ตัวใดหลงเข้ามาจะไม่มีชีวิตรอดออกไปได้มันก็จะเป็นอาหาร เหมือนโดนสะกดจิตให้เกิดความงงงวย ทำให้สัตว์เหล่านั้นเดินเข้าไปหาเพื่อเป็นอาหาร อย่างง่าย งูเหลือมตัวเมียก็ยังเลื้อยเข้ามาให้ผสมพันธุ์อยู่ไม่ขาด เหตุนี้โบราณจึงบอกว่าเป็นของดีที่วิเศษในตัว
พญานาคกับงูใหญ่ถือเป็นสัตว์ประเภทเดียวกัน มีตำราได้บันทึกไว้ว่า “ไม่ว่าพญานาคจะเนรมิตกายเป็นอะไรก็ตาม แต่ถ้าอยู่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ก็จะปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่ระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับไม่มีสติ ตอนตาย” งูนอกจากจะเชื่อว่าเป็นสัตว์เทพเจ้ายังมีความเชื่อว่าเป็นเจ้าของที่หรือ แผ่นดิน งูจึงเป็นสัญญาลักษณ์ของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ในทางโลก
เดือยงูเหลือมที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องเลือกเอาตัวที่ตายพราย คือ แก่ตาย หรือตายโหง คือมีอุบัติเหตุ เช่น ไฟป่าคลอกตาย เป็นต้น งู 1 ตัว จะมีเดือย 1 คู่ งอกอยู่บริเวณทวารขับถ่ายของเสีย งูเหลือมที่ตัวใหญ่และมีอายุมาก ขนาดของเดือยใหญ่เล็กขึ้นอยู่กับขนาดของลำตัวและอายุด้วย ในตำราโบราณบอกว่า “เดือยงูเหลือม” เป็นของดีวิเศษจากธรรมชาติซึ่งอาถรรพอยู่ในตัว และยิ่งนำไปเข้าพิธีปลุกเสกก็จะมีพลังเพิ่มขึ้น
พระ อาจารย์แวกาย ท่านได้รวบรวม เดือยงูเหลือม จากประเทศกัมพูชา โดยมีลูกศิษย์มีอาชีพเป็นพรานป่าเก็บสะสมไว้ ที่ได้มาจากบริเวณเชิงเขากุเลน โดยเลือกเอา “งูเหลือมที่ตายพราย” แล้วมาทำพิธีปลุกเสก คุณวิเศษของ “เดือยงูเหลือม” เป็นวัตถุอาถรรพจากธรรมชาติ ใช้ในด้านของการค้าขายเพราะลูกค้าจะเข้ามาหาเอง เมตตามหาเสน่ห์ อำนาจบารมี
งูเป็นสัญญาลักษณ์ของความสมบูรณ์จึงให้โชค ลาภกับเจ้าของเฉพาะการเสี่ยงโชค เดือยงูเหลือมได้ผ่านพิธีปลุกเสกจากพระอาจารย์แวกายที่ทรงอานุภาพยิ่งขึ้น โดยสองข้างของเดือยงูเหลือมที่โค้งเข้าหากันและปิดทองคำเปลว มีความหมาย การเก็บเกี่ยวเงินทองและโชคลาภให้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย และเป็นเสน่ห์เมตตาแก่ผู้ที่พบเห็น การพันด้วยด้ายมหามงคลสีแดง เป็นสีที่ใช้กับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยิ่งเพิ่มฤทธิ์อำนาจบารมีมากขึ้น สามารถสำเร็จดั่งใจปรารถนาในทุกด้านๆตามต้องการ ด้ายมหามงคลสีแดงยังประดุจสีเลือดที่ให้เดือยงูเกิดอาถรรพเหมือนมีชีวิตอยู่ ตลอดเวลา
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=16
พญานาคกับงูใหญ่ถือเป็นสัตว์ประเภทเดียวกัน มีตำราได้บันทึกไว้ว่า “ไม่ว่าพญานาคจะเนรมิตกายเป็นอะไรก็ตาม แต่ถ้าอยู่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ก็จะปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่ระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับไม่มีสติ ตอนตาย” งูนอกจากจะเชื่อว่าเป็นสัตว์เทพเจ้ายังมีความเชื่อว่าเป็นเจ้าของที่หรือ แผ่นดิน งูจึงเป็นสัญญาลักษณ์ของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ในทางโลก
เดือยงูเหลือมที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องเลือกเอาตัวที่ตายพราย คือ แก่ตาย หรือตายโหง คือมีอุบัติเหตุ เช่น ไฟป่าคลอกตาย เป็นต้น งู 1 ตัว จะมีเดือย 1 คู่ งอกอยู่บริเวณทวารขับถ่ายของเสีย งูเหลือมที่ตัวใหญ่และมีอายุมาก ขนาดของเดือยใหญ่เล็กขึ้นอยู่กับขนาดของลำตัวและอายุด้วย ในตำราโบราณบอกว่า “เดือยงูเหลือม” เป็นของดีวิเศษจากธรรมชาติซึ่งอาถรรพอยู่ในตัว และยิ่งนำไปเข้าพิธีปลุกเสกก็จะมีพลังเพิ่มขึ้น
พระ อาจารย์แวกาย ท่านได้รวบรวม เดือยงูเหลือม จากประเทศกัมพูชา โดยมีลูกศิษย์มีอาชีพเป็นพรานป่าเก็บสะสมไว้ ที่ได้มาจากบริเวณเชิงเขากุเลน โดยเลือกเอา “งูเหลือมที่ตายพราย” แล้วมาทำพิธีปลุกเสก คุณวิเศษของ “เดือยงูเหลือม” เป็นวัตถุอาถรรพจากธรรมชาติ ใช้ในด้านของการค้าขายเพราะลูกค้าจะเข้ามาหาเอง เมตตามหาเสน่ห์ อำนาจบารมี
งูเป็นสัญญาลักษณ์ของความสมบูรณ์จึงให้โชค ลาภกับเจ้าของเฉพาะการเสี่ยงโชค เดือยงูเหลือมได้ผ่านพิธีปลุกเสกจากพระอาจารย์แวกายที่ทรงอานุภาพยิ่งขึ้น โดยสองข้างของเดือยงูเหลือมที่โค้งเข้าหากันและปิดทองคำเปลว มีความหมาย การเก็บเกี่ยวเงินทองและโชคลาภให้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย และเป็นเสน่ห์เมตตาแก่ผู้ที่พบเห็น การพันด้วยด้ายมหามงคลสีแดง เป็นสีที่ใช้กับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยิ่งเพิ่มฤทธิ์อำนาจบารมีมากขึ้น สามารถสำเร็จดั่งใจปรารถนาในทุกด้านๆตามต้องการ ด้ายมหามงคลสีแดงยังประดุจสีเลือดที่ให้เดือยงูเกิดอาถรรพเหมือนมีชีวิตอยู่ ตลอดเวลา
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=16
พระขรรค์ เป็นเครื่องรางที่เป็นเทพศาสตรา ใช้สำหรับปราบภูตผีปีศาจและป้องกันภัยอันตราย ลักษณะปลายมีดมีสองคม เรียวตรงกลาง จำลองมาจากพระขรรค์โบราณของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจัดเป็น 1ใน 5 สิ่ง ของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า “เบญจราชกุธภันฑ์” ได้แก่ พระขรรค์ ฉัตร มงกุฎ ฉลองพระบาท และแส้หรือวาลวิชนี ซิ่งเป็อาวุธของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าเป็นพระราชาธิบดี ได้มีการในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวว่า พระขรรค์ ซึ่งกษัตริย์ขอมได้พระราชทานให้แก่พ่อขุนผาเมือง เรียกว่า พระขรรค์ไชยศรี และชื่อนี้ได้นำมาเรียกพระแสงขรรค์องค์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างขึ้น และก็ได้ถือเป็น“เบญจราชกุธภันฑ์” ที่สำคัญสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันสำหรับอาวุธของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า “พระราชศาสตราวุธ”
พระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร เป็นเครื่องมงคลที่จัดสร้างจำลองจากของจริงสามารถนำพาพกติดตัวไปไหนๆได้ โดยสืบสานชนวนมวลสารจากพระขรรค์เพชรพุทธเจ้า ทั้ง 3 รุ่น และพระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ปราบไตรจักร ชนวนเหรียญเสริมมงคลชีวิต ชนวนพระกริ่ง และมงคลโลหะธาตุของโครงการโพธิจิตทุกรุ่น ชนวนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆทั่วประทศมากกว่าพันรายการ และนำเข้าภิธีพุทธาภิเษกในพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆนานถึง 9 ปี ด้วยพลังจิตของพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลัง และยังได้รับความเมตตาจาก หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ อธิษฐานจิต ยังมีพระเกจิอาจารย์ที่เข้มด้วยพุทธาคมที่วัดเกตุมวดีฯ หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ ท่านก็เมตตาอธิษฐานจิตให้ เข้าพิธีทางมหายานที่วัดเล่งเน่ยยี่ และโลกานุเคราะห์ จากนั้นจึงนำมาหล่อหลอมเป็นพระขรรค์
พระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร มี พระชัยวัฒน์ พระพิฆเนศ พระฤาษีโพธิสัตว์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชธนบดีเป็นมหามงคลอยู่ที่ด้ามพระขรรค์ ที่พระขรรค์มีอัคขระเป็นตัวนูนเมื่อหล่อสำเร็จแล้ว ได้เข้าพิธีพุทธภาภิเษก พิธีศักดิ์สิทธิ์อีก 9 พิธี โดยมีพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศไทยเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นมิ่งมงคล เจริญรุ่งเรือง ชนะสิ่งเลวร้ายภูตผีปีศาจด้วยพุทธปัญญาจากองค์พระพิฆเนศ เปิดความสำเร็จด้วยพระฤาษี พระโพธิสัตว์ ครูอาจารย์ 108 ท้าวเวสสุวรรณมหาราชธนบดีพิทักษ์รักษา ประทานทรัพย์สมบัติสวัสดิรักษามหาเศรษฐี กันและแก้คุณไสยมนต์ดำ อาถรรพชั่วร้ายทั้งหลาย รวมมงคลพระขรรค์แทนปัญญา ทำสิ่งเลวร้ายกลายเป็นดี เสริมสิ่งดีๆให้ดียิ่งขึ้นไปใช้ใส่หาบบูชา หรือปักในกระถางธูป อธิษฐานเป็นมงคลประจำสถานที่นั้นๆ อัญเชิญทำน้ำมนต์แล้วจะอธิษฐาน ดีป้องกันอันตราย เมตตามหานิยม โชคลาภ รักษาโรค ฯลฯ ให้ใช้ด้วยปัญญาและจิตมั่น รวมใจเป็นหนึ่งเป็นสมาธิอธิษฐานในคุณพระซับซ้อนทวีด้วยศรัทธาความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมสำริดผล
คาถาบูชาพระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร ให้บูชาว่า ก่อนอื่นให้ตั้ง นะโม 3 จบ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณครูบาอาจารย์ คุณมารดาบิดา
อิติสิทธิพุทธา นะโมพุทธาธะสิทธัง หรือ อิติสิทธิพุทธังสมาธิ อิติสิทธิธัมมังสมาธิ อิติสิทธิสังฆังสมาธิ อิติสิทธิสุตตังสมาธิ อิติสิทธิวินะยังสมาธิ อิติสิทธิอะภิธัมมังสมาธิ อิติทิทธินะโมทุทธายามาธิ อิติสิทธิปาระมัตตาสมาธิ อิติสิทธิมังรักขันตุสมาธิ
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=15
พระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร เป็นเครื่องมงคลที่จัดสร้างจำลองจากของจริงสามารถนำพาพกติดตัวไปไหนๆได้ โดยสืบสานชนวนมวลสารจากพระขรรค์เพชรพุทธเจ้า ทั้ง 3 รุ่น และพระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ปราบไตรจักร ชนวนเหรียญเสริมมงคลชีวิต ชนวนพระกริ่ง และมงคลโลหะธาตุของโครงการโพธิจิตทุกรุ่น ชนวนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆทั่วประทศมากกว่าพันรายการ และนำเข้าภิธีพุทธาภิเษกในพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆนานถึง 9 ปี ด้วยพลังจิตของพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลัง และยังได้รับความเมตตาจาก หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ อธิษฐานจิต ยังมีพระเกจิอาจารย์ที่เข้มด้วยพุทธาคมที่วัดเกตุมวดีฯ หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ ท่านก็เมตตาอธิษฐานจิตให้ เข้าพิธีทางมหายานที่วัดเล่งเน่ยยี่ และโลกานุเคราะห์ จากนั้นจึงนำมาหล่อหลอมเป็นพระขรรค์
พระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร มี พระชัยวัฒน์ พระพิฆเนศ พระฤาษีโพธิสัตว์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชธนบดีเป็นมหามงคลอยู่ที่ด้ามพระขรรค์ ที่พระขรรค์มีอัคขระเป็นตัวนูนเมื่อหล่อสำเร็จแล้ว ได้เข้าพิธีพุทธภาภิเษก พิธีศักดิ์สิทธิ์อีก 9 พิธี โดยมีพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศไทยเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นมิ่งมงคล เจริญรุ่งเรือง ชนะสิ่งเลวร้ายภูตผีปีศาจด้วยพุทธปัญญาจากองค์พระพิฆเนศ เปิดความสำเร็จด้วยพระฤาษี พระโพธิสัตว์ ครูอาจารย์ 108 ท้าวเวสสุวรรณมหาราชธนบดีพิทักษ์รักษา ประทานทรัพย์สมบัติสวัสดิรักษามหาเศรษฐี กันและแก้คุณไสยมนต์ดำ อาถรรพชั่วร้ายทั้งหลาย รวมมงคลพระขรรค์แทนปัญญา ทำสิ่งเลวร้ายกลายเป็นดี เสริมสิ่งดีๆให้ดียิ่งขึ้นไปใช้ใส่หาบบูชา หรือปักในกระถางธูป อธิษฐานเป็นมงคลประจำสถานที่นั้นๆ อัญเชิญทำน้ำมนต์แล้วจะอธิษฐาน ดีป้องกันอันตราย เมตตามหานิยม โชคลาภ รักษาโรค ฯลฯ ให้ใช้ด้วยปัญญาและจิตมั่น รวมใจเป็นหนึ่งเป็นสมาธิอธิษฐานในคุณพระซับซ้อนทวีด้วยศรัทธาความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมสำริดผล
คาถาบูชาพระขรรค์พุทธชัยวัฒน์ไตรจักร ให้บูชาว่า ก่อนอื่นให้ตั้ง นะโม 3 จบ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณครูบาอาจารย์ คุณมารดาบิดา
อิติสิทธิพุทธา นะโมพุทธาธะสิทธัง หรือ อิติสิทธิพุทธังสมาธิ อิติสิทธิธัมมังสมาธิ อิติสิทธิสังฆังสมาธิ อิติสิทธิสุตตังสมาธิ อิติสิทธิวินะยังสมาธิ อิติสิทธิอะภิธัมมังสมาธิ อิติทิทธินะโมทุทธายามาธิ อิติสิทธิปาระมัตตาสมาธิ อิติสิทธิมังรักขันตุสมาธิ
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=15
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 - 5 ปีก่อน กระแสวงการพระได้มีการตื่นตัวครั้งใหญ่ กับกระแสของ องค์พ่อจตุคาม – รามเทพ ทำให้วงการพระเครื่องในช่วงนั้นมีการหมุนเวียนอย่างมหาศาล มีการปลุกเสกกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ มีนักเล่นพระ ทั้งเก่าและหน้าใหม่ๆ เข้ามาเกร็งกำไร เผื่อไว้วันหน้าอนาคตดัง แต่กระแสกลับแผ่วลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เทขายทิ้งกันเป็นว่าเล่นเพื่อไม่ให้ขาดทุนมากนัก
ในปัจจุบันยังมีผู้นิยมเช่าบูชา องค์พ่อจตุคาม – รามเทพ อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน
องค์จตุคาม – รามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัย อาณาจักรนครศรีธรรมราช เดิมมีพระนามว่า พระเจ้าจันทรภานุ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เมื่อสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ อาณาจักรศรีวิชัย ได้รับการยกย่องว่า “ราชันดำแห่งทะเลใต้” เนื่องจากเป็นนักรบที่เข้มแข็งผิวเข้ม กษัตริย์ผู้ครองศิริธรรมราช ในอีกชาติภพขององค์พ่อฯ ยังเป็นนักรบที่แกร่ง รบไม่เคยแพ้ผู้ใด นามว่า พังพกาฬ ท่านได้ทรงบำเพ้ญตน สร้างบารมี เป็น พระโพธิสัตว์ เพื่อบรรทุกแก่มวลชน
กำเนิดองค์จตุคาม - รามเทพ ก่อกำเนิดครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 ได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกเล่าของเทวดารักษาเมืองนครศรีธรรมราชทุกขั้นตอน สร้างองค์จตุคาม – รามเทพ ปี 30 รุ่นแรก ในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรหลักเมืองนครศรีธรรมราช ในพิธีมี พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช และ พันตำรวจเอกสรรพเพชรญ ธรรมาธิกุล และ อะผ่อง สกุลอมร (โกผ่อง) ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญ องค์จตุคาม – รามเทพ ขออนุญาตอัญเชิญใช้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ของชาวทะเลใต้ ซึ่งเป็นดวงตราแผ่นดิน ประดิษฐ์เป็น ผงสุริยัน – จันทรา
การประกอบพิธีกรรมปลุกเสกมีถึง 3 วาระ 3 ภูมิ คือ พื้นดิน พื้นน้ำ พื้นอากาศ โดยมีพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมสายเขาอ้อ พุทธาภิเษกตามประเพณีชาวสิบสองนักษัตร โดยมี อาจารย์มนตรี จันทพันธ์ เป็นช่างแกะแม่พิมพ์ พระผงสุริยัน – จันทรา เป็นรูปแบบรูปวงกลมวัฎจัดรตามอุดมคติศิลปศาสตร์ศรีวิชัย ทำรูปพญาราหูอมจันทร์ล้อมทั้ง 8 ทิศ กงจักรล้อมรอบ เ2 นักษัตร ตรงกลางเป็นรูปพระโพธิสัตว์แห่งทะเลใต้ ด้านหลังจารด้วยหัวใจธร หัวใจมนุษย์ หัวใจพระคาถากำกับพระธาตุ ตามคติธรรมชาวศรีวิชัยสอดคล้องตามศาสตร์ชาวชวากะ
เมื่อประกอบพิธีกรรมพุทธาภิเษกองค์จตุคาม – รามเทพ ผงสุริยัน – จันทรา เสร็จ คณะกรรมการจึง ได้นำออกมาให้ผู้ที่สนใจเช่าไปบูชา และเป็นที่ระลึกเพื่อนำปัจจัยสร้างหลักเมืองและศาลหลักเมือง ในครั้งนั้น ได้มีผู้ที่ศรัทธานำไปบูชา ก็ได้เกิดเรื่องสิ่งที่ดีๆที่ไม่น่าเชื่อขึ้นกับตนตามแต่ว่าใครได้ประสบพบ บ้างคนก็ว่าจากที่ค้าขายไม่ดีก็กลับมาค้าขายดี ถูกรางวัลจากการเสี่ยงโชค มีโชคมีลาภ แคล้วคลาดอันตรายจากอุบัติเหตุ จากที่เจ้านายเคยไม่ชอบกลับมาชอบ ประสบการณ์เรื่องราวเหล่านี้ก็อยู่ในดุลพินิจของท่านผู้อ่านด้วยว่าจะมีมูลหรือเท็จ แต่กระแสความแรงขององค์พ่อจตุคาม - รามเทพ ปี30 นั้นจะเห็นได้ว่ามีไม่มีตกเป็นที่หมายตาของนักสะสม และนักเลงพระที่เสาะหามาไว้สักการะบูชา
คาถาบูชาองค์พ่อจตุคาม – รามเทพ
ว่านะโม 3 จบ ระลึกถึงพระแม่ธรณี
คาถาบูชาพระแม่ธรณี
“ตัสสาเกษีสะโต ยะถาคงคา โสตังปะวัตตันติ มาระเสนา ปฏิฐาตุง อาสักโกนโต ปะลายิงสุปาริมานานุภาเวนะมาระ เสนาปะราชิตาทิโส ทิสัง ปะลายันติ วิทังเสนติอะเสสะโต” 3 จบ
สุริยะปริตตะปาฐ กินนุสัน ตะระมาโน วะราหุ สุริยัน ปมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุภีโต วะติฎฐะสีติ สัตตะธาเมภาเล มุทธาชีวันโต นะสุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตม์หิโน เจ มุญเจยยะ สุริยันติฯ
จันทะยะปะริตตะปาโฐ กินนุสัน ตะระมาโนวะ ราหุ จันทัง ปมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุภีโต วะติฎฐะสีติ สัตตะธาเม ผาะเล มุทธาชีวันโต นะสุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตม์หิโน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ
ข้าพเจ้า ........ ขอน้อมถวายสักการะองค์สุริยัน – จันทรภานุ ดวงตาสองแผ่นดิน ศรีวิชัย สุวรรณภูมิ พญาศรีธรรมโศกราช สิบสองนักษัตร พญาราหู ศรีมหาราชพังพกาฬ พระเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคาม – รามเทพ ขอเทวบารมีแห่งเทพทั้งปวงและเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคาม – รามเทพ อภิบาลปกปักรักษาข้าพเจ้า ........ ให้อยู่ด้วยความสุขความเจริญ ก้าวหน้ามั่นคง ประสพความสำเร็จในชีวิตการงาน อุดมด้วยลาภยศสรรเสริญ มั่งมีศรีสุข มีชัยชนะเหนือหมู่มารตลอดกาลนานเทอญ
คาถาบทนี้ให้สวดเป็นประจำ และถวายหมากพลู พวงมาลัยทุกวันพฤหัสบดี
1. ธูปดำ 9 ดอก
2. เทียนไข 1 คู่
3. หมากพลู 5 คำ
4. ดอกไม้กำ 1 คู่
5. บายศรีปากชาม 1 คู่
6. บุหรี่
7. น้ำ 1 แก้ว
8. มะพร้าว 1 ลูก
9. พวงมาลัย 1 พวง
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=14
ในปัจจุบันยังมีผู้นิยมเช่าบูชา องค์พ่อจตุคาม – รามเทพ อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน
องค์จตุคาม – รามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัย อาณาจักรนครศรีธรรมราช เดิมมีพระนามว่า พระเจ้าจันทรภานุ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เมื่อสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ อาณาจักรศรีวิชัย ได้รับการยกย่องว่า “ราชันดำแห่งทะเลใต้” เนื่องจากเป็นนักรบที่เข้มแข็งผิวเข้ม กษัตริย์ผู้ครองศิริธรรมราช ในอีกชาติภพขององค์พ่อฯ ยังเป็นนักรบที่แกร่ง รบไม่เคยแพ้ผู้ใด นามว่า พังพกาฬ ท่านได้ทรงบำเพ้ญตน สร้างบารมี เป็น พระโพธิสัตว์ เพื่อบรรทุกแก่มวลชน
กำเนิดองค์จตุคาม - รามเทพ ก่อกำเนิดครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 ได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกเล่าของเทวดารักษาเมืองนครศรีธรรมราชทุกขั้นตอน สร้างองค์จตุคาม – รามเทพ ปี 30 รุ่นแรก ในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรหลักเมืองนครศรีธรรมราช ในพิธีมี พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช และ พันตำรวจเอกสรรพเพชรญ ธรรมาธิกุล และ อะผ่อง สกุลอมร (โกผ่อง) ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญ องค์จตุคาม – รามเทพ ขออนุญาตอัญเชิญใช้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ของชาวทะเลใต้ ซึ่งเป็นดวงตราแผ่นดิน ประดิษฐ์เป็น ผงสุริยัน – จันทรา
การประกอบพิธีกรรมปลุกเสกมีถึง 3 วาระ 3 ภูมิ คือ พื้นดิน พื้นน้ำ พื้นอากาศ โดยมีพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมสายเขาอ้อ พุทธาภิเษกตามประเพณีชาวสิบสองนักษัตร โดยมี อาจารย์มนตรี จันทพันธ์ เป็นช่างแกะแม่พิมพ์ พระผงสุริยัน – จันทรา เป็นรูปแบบรูปวงกลมวัฎจัดรตามอุดมคติศิลปศาสตร์ศรีวิชัย ทำรูปพญาราหูอมจันทร์ล้อมทั้ง 8 ทิศ กงจักรล้อมรอบ เ2 นักษัตร ตรงกลางเป็นรูปพระโพธิสัตว์แห่งทะเลใต้ ด้านหลังจารด้วยหัวใจธร หัวใจมนุษย์ หัวใจพระคาถากำกับพระธาตุ ตามคติธรรมชาวศรีวิชัยสอดคล้องตามศาสตร์ชาวชวากะ
เมื่อประกอบพิธีกรรมพุทธาภิเษกองค์จตุคาม – รามเทพ ผงสุริยัน – จันทรา เสร็จ คณะกรรมการจึง ได้นำออกมาให้ผู้ที่สนใจเช่าไปบูชา และเป็นที่ระลึกเพื่อนำปัจจัยสร้างหลักเมืองและศาลหลักเมือง ในครั้งนั้น ได้มีผู้ที่ศรัทธานำไปบูชา ก็ได้เกิดเรื่องสิ่งที่ดีๆที่ไม่น่าเชื่อขึ้นกับตนตามแต่ว่าใครได้ประสบพบ บ้างคนก็ว่าจากที่ค้าขายไม่ดีก็กลับมาค้าขายดี ถูกรางวัลจากการเสี่ยงโชค มีโชคมีลาภ แคล้วคลาดอันตรายจากอุบัติเหตุ จากที่เจ้านายเคยไม่ชอบกลับมาชอบ ประสบการณ์เรื่องราวเหล่านี้ก็อยู่ในดุลพินิจของท่านผู้อ่านด้วยว่าจะมีมูลหรือเท็จ แต่กระแสความแรงขององค์พ่อจตุคาม - รามเทพ ปี30 นั้นจะเห็นได้ว่ามีไม่มีตกเป็นที่หมายตาของนักสะสม และนักเลงพระที่เสาะหามาไว้สักการะบูชา
คาถาบูชาองค์พ่อจตุคาม – รามเทพ
ว่านะโม 3 จบ ระลึกถึงพระแม่ธรณี
คาถาบูชาพระแม่ธรณี
“ตัสสาเกษีสะโต ยะถาคงคา โสตังปะวัตตันติ มาระเสนา ปฏิฐาตุง อาสักโกนโต ปะลายิงสุปาริมานานุภาเวนะมาระ เสนาปะราชิตาทิโส ทิสัง ปะลายันติ วิทังเสนติอะเสสะโต” 3 จบ
สุริยะปริตตะปาฐ กินนุสัน ตะระมาโน วะราหุ สุริยัน ปมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุภีโต วะติฎฐะสีติ สัตตะธาเมภาเล มุทธาชีวันโต นะสุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตม์หิโน เจ มุญเจยยะ สุริยันติฯ
จันทะยะปะริตตะปาโฐ กินนุสัน ตะระมาโนวะ ราหุ จันทัง ปมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุภีโต วะติฎฐะสีติ สัตตะธาเม ผาะเล มุทธาชีวันโต นะสุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตม์หิโน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ
ข้าพเจ้า ........ ขอน้อมถวายสักการะองค์สุริยัน – จันทรภานุ ดวงตาสองแผ่นดิน ศรีวิชัย สุวรรณภูมิ พญาศรีธรรมโศกราช สิบสองนักษัตร พญาราหู ศรีมหาราชพังพกาฬ พระเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคาม – รามเทพ ขอเทวบารมีแห่งเทพทั้งปวงและเทวราชโพธิ์สัตว์จตุคาม – รามเทพ อภิบาลปกปักรักษาข้าพเจ้า ........ ให้อยู่ด้วยความสุขความเจริญ ก้าวหน้ามั่นคง ประสพความสำเร็จในชีวิตการงาน อุดมด้วยลาภยศสรรเสริญ มั่งมีศรีสุข มีชัยชนะเหนือหมู่มารตลอดกาลนานเทอญ
คาถาบทนี้ให้สวดเป็นประจำ และถวายหมากพลู พวงมาลัยทุกวันพฤหัสบดี
1. ธูปดำ 9 ดอก
2. เทียนไข 1 คู่
3. หมากพลู 5 คำ
4. ดอกไม้กำ 1 คู่
5. บายศรีปากชาม 1 คู่
6. บุหรี่
7. น้ำ 1 แก้ว
8. มะพร้าว 1 ลูก
9. พวงมาลัย 1 พวง
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=14
หนุมาน หน้ากระบี่ เนื้อไม้รักซ้อนแกะ หลวงพ่อสุ่น จันทโชติ วัดศาลากุล ปากเกล็ด นนทบุรี สุดยอดเครื่องรางไม้แกะ ผู้ใดบูชาจะเจริญด้วยพุทธานุภาพอำนาจบารมี เมตตามหานิยม
1 ในชุดเบญจภาคีเครื่องรางที่มีกลุ่มนักอนุรักษ์ชอบสะสมเครื่องราง และผู้ที่เสาะหามาเป็นเจ้าของ นั่นก็คือ หนุมาน หน้ากระบี่ เนื้อไม้รักแกะ ซึ่งสร้างโดย หลวงพ่อสุ่น จันทโชติ วัดศาลากุล ปากเกล็ด นนทบุรี
หลวงพ่อสุ่น นั้นไม่มีการเรียนอาคมจากพระเกจิอาจารย์ท่านใด ได้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะร่ำเรียนมาจาก หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง และท่านเองก็เป็นสหธรรมิกของ หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง และท่านยังเป็นพระคณาจารย์ผู้ลงอักขระบนแผ่นทองแดงใช้เป็น มวลสารในการจัดสร้างเหรียญที่ระลึก วัดราชบพิธ ครั้งที่4 (พ.ศ.2481) หลวงปู่กลิ่น ท่านได้กล่าวกับหลวงพ่อสุ่นว่า “เมื่อร่ำเรียนวิชามาแล้ว ก็ต้องทำของแจกชาวบ้านบ้าง”
หนุมาน หน้ากระบี่ ที่ หลวงพ่อสุ่น ได้สร้างขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไม้พุดซ้อน และรักซ้อน ที่ปลูกไว้หน้ากุฏิของท่าน เมื่อท่านไปบิณฑบาตมาแล้วฉันภัตหารเสร็จ หลวงพ่อท่านจะนำบาตรมาล้างแล้วนำน้ำที่ล้างบาตรรดที่ต้นไม้พุดซ้อน และต้นไม้รักซ้อน ทำเช่นนั้นอยู่นานหลายปี จนเจ้าต้นไม้ทั้ง 2 ต้น เกิดตายพราย ท่านจึงได้สั่งให้ลูกศิษย์ขุดขึ้นมาเอาต้นและราก มาผึ่งแดดให้แห้ง สับเป็นท่อนๆ ได้ว่าจ้างช่างให้แกะ
หนุมาน ในยุคแรกของหลวงพ่อนั้นสร้างจากไม้ต้นรักซ้อนและต้นรักซ้อน เมื่อแกะเสร็จแล้วเป็นตัวหนุมาน นำมาใส่ในบาตรแล้วนำไปปลุกเสกทุกคืน โดยท่านจะปลุกเสกด้วย อุคหนิมิต คือ การนิมิตที่จำติดตาลืมตาก็เห็น เสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ขึ้นมาดับเทียนชัยที่จุดเอาไว้ที่ขอบปากบาตร เพราะหนุมานนั้นได้ถูกกำกับด้วย หัวใจหนุมาน ไว้ทุกตัว
เมื่อปลุกเสก หนุมาน สำเร็จ หลวงพ่อสุ่น ท่านก็จะเก็บไว้แจกให้กับคนทั่วไปโดยไม่เลือกที่รักที่ชัง และไม่ได้ตั้งราคาว่าจะเท่าไร ทุกคนที่ได้ หนุมาน ของท่านกลับไปบูชาพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเครื่องรางที่ดีในด้านเมตตาค้าขายและแคล้วคลาด เครื่องราง หนุมาน ไม้แกะนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่างชาวบ้าน เรื่องของศิลปะนั้นจะเรียบง่ายไม่ซับซ้อน สังเกตดูว่าเค้าหน้าแบบปากจะแหลม นั่งยองๆ จับเข่า อ้าปาก เห็นลิ้นกับฟันไม่มีลวดลายและเครื่องทรง
แต่ถ้าหากเป็นหน้าโขนก็จะมีลวดลายที่งดงามอ่อนช้อย ไม้ที่ท่านแกะมาผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบันจะมีความแห้งของไม้ ไม้ภายนอกจะมีความแตกของไม้ที่แห้งตามธรรมชาติ นอกจากนี้ก็ยังมีงานแกะด้วยงาช้าง ในปัจจุบันนี้ ได้มีงานเลียนแบบเครื่องราง หนุมาน ของหลวงพ่อสุ่น แต่จะเห็นได้ว่า เป็นการเลียนแบบ เพราะความเก่าของไม้ไม่ได้เนื่องจากมีความแห้งไม่พอ ควรจะพิจารณาให้ดีในหามาบูชาหรือสะสม การสร้างเครื่องราง หนุมาน นั้นท่านก็จะสร้างน้อย เนื่องจากไม้รักซ้อนและไม้พุทซ้อนตายพรายหายาก
พระคาถากำกับหนุมานให้ว่าดังนี้ ตั้งนะโม 3 จบ
“นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธัง โธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห”
สุดยอดเครื่องรางของขลัง เขี้ยวเสือแกะหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (วัดมงคลโคธาวาส) สมุทรปราการ ผู้ใดมีเก็บไว้บูชานำไปค้าขายเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ผู้ใดมีเก็บไว้บูชานำติดตัวแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันอันตรายต่างๆ
หลวงพ่อปานได้เรียนพิธีปลุกเสกเสือจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านการปลุกเสกเสือ ในครั้งที่ยังออกธุดงค์ หลังจากที่หลวงพ่อปานได้ศึกษาวิทยาคม ในการสร้างเสือ ท่านก็ได้สร้างแจกให้แก่ลูกศิษย์ในบริเวณแถบวัดบางเหี้ย จากที่มีช่างแกะเพียงคนเดียว พอนานเข้ามีคนเข้ามาเอาเสือไปบูชาจนสร้างไม่ทัน จึงมีช่างแกะเพิ่มขึ้น ในสมัยนั้นเป็นที่โจษว่า “เสือหลวงพ่อปาน” มีความเข้มขลังจริงๆ เนื่องจากเสือของท่านมีประสบการณ์มากมาย พ่อค้าแม่ขายนำติดตัวไปค้าขายเกิดเป็นผลในทางด้านเมตตาหมาเสน่ห์ค้าขายดี
การที่หลวงพ่อปานได้สร้างเครื่องรางเป็นเสือนั้น ได้กล่าว เสือเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไว ฉลาด เฉียบขาด มีตบะ และอำนาจ สามารถใช้สายตาสะกดสัตว์ให้อยู่ในอำนาจ คือนำเอาลักษณะของเสือมาเป็นอุปเท่ห์ หลวงพ่อปานท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเมตตา ปราณี และมีวาจาสิทธิ์ จึงเป็นที่ยำเกรงของลูกศิษย์ เนื่องจากกลัวคำวาจาสิทธิ์ กอปรกับท่านมีเจโตปริยญาณ และอนาคตังสญาณ
การสร้างเครื่องราง ด้วยเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานนั้นรูปแบบจะมีความแตกต่างกันออกไปเนื่องจากลูกศิษย์ที่แกะนำมาถวายนั้นมีหลายคนจึงศิลปะที่มีความงดงามแตกต่างกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง มักจะแกะจากเขี้ยวเสือซึ่งมีแกะจากปลายเขี้ยว โคนเขี้ยว แบบเต็มเขี้ยว จากนั้นจารอักขระลงที่เนื้อเขี้ยว และปลุกเสกเดี่ยวเป็นอันวาเร็จพิธีสามารถนำไปบูชาได้
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=12
หลวงพ่อปานได้เรียนพิธีปลุกเสกเสือจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านการปลุกเสกเสือ ในครั้งที่ยังออกธุดงค์ หลังจากที่หลวงพ่อปานได้ศึกษาวิทยาคม ในการสร้างเสือ ท่านก็ได้สร้างแจกให้แก่ลูกศิษย์ในบริเวณแถบวัดบางเหี้ย จากที่มีช่างแกะเพียงคนเดียว พอนานเข้ามีคนเข้ามาเอาเสือไปบูชาจนสร้างไม่ทัน จึงมีช่างแกะเพิ่มขึ้น ในสมัยนั้นเป็นที่โจษว่า “เสือหลวงพ่อปาน” มีความเข้มขลังจริงๆ เนื่องจากเสือของท่านมีประสบการณ์มากมาย พ่อค้าแม่ขายนำติดตัวไปค้าขายเกิดเป็นผลในทางด้านเมตตาหมาเสน่ห์ค้าขายดี
การที่หลวงพ่อปานได้สร้างเครื่องรางเป็นเสือนั้น ได้กล่าว เสือเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไว ฉลาด เฉียบขาด มีตบะ และอำนาจ สามารถใช้สายตาสะกดสัตว์ให้อยู่ในอำนาจ คือนำเอาลักษณะของเสือมาเป็นอุปเท่ห์ หลวงพ่อปานท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเมตตา ปราณี และมีวาจาสิทธิ์ จึงเป็นที่ยำเกรงของลูกศิษย์ เนื่องจากกลัวคำวาจาสิทธิ์ กอปรกับท่านมีเจโตปริยญาณ และอนาคตังสญาณ
การสร้างเครื่องราง ด้วยเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานนั้นรูปแบบจะมีความแตกต่างกันออกไปเนื่องจากลูกศิษย์ที่แกะนำมาถวายนั้นมีหลายคนจึงศิลปะที่มีความงดงามแตกต่างกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง มักจะแกะจากเขี้ยวเสือซึ่งมีแกะจากปลายเขี้ยว โคนเขี้ยว แบบเต็มเขี้ยว จากนั้นจารอักขระลงที่เนื้อเขี้ยว และปลุกเสกเดี่ยวเป็นอันวาเร็จพิธีสามารถนำไปบูชาได้
ที่มา http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=12
บูชาพระเนื้อดิน หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค
พุทธคุณ เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ตลอดจนความเป็นศิริมงคล สมปรารถนาแก่ผู้อธิษฐานติดตัว
พูดถึงวงการพระโดยเฉพาะพระเนื้อดินแล้ว อันดับแรกที่นึดถึงเลยคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หรือ พระครูวิหารกิจจานุการ หรือ หลวงพ่อปาน โสนันโท อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนมโค เกจิอาจารย์ผู้เรื่องนามแห่ง อ.เสนา กรุงศรีอยุธยา
หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธคุณเข้มขลังมีสาธุชนให้ความเคารพเลื่อมใส และท่านยังได้สร้างวัตถุมงคล เป็นพระพิมเนื้อดินจนโด่งดัง ด้วยความปฏิหาริย์สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หาย แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง ด้วยผงพุทธคุณตามตำราว่าด้วย “ยันต์เกราะเพชรพระพุทธเจ้า” อุดปิดไว้ และล้อมด้วยอักระเลขยันต์ ที่เป็นศิริมงคล
พระพิมพ์เนื้อดิน ที่ท่านได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2460 นั้นมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม มุมตัด รูปองค์พระเป็น สมองค์พระปฏิมาทรงประทับนั่งปางสมาธิและปางมารวิชัยบนบัลลังก์บัวตูม เหนือสรรพสัตว์ประเภทต่างเป็นพาหนะ ล้วนแต่มีอุปเทห์ในการบูชา เนื่องจากพุทธคุณมีความเชื่อที่สืบทอดกันมา และแต่ละคติมีความเชื่อไม่เหมือนกัน
พิมพ์ทรงไก่ มีดีทางด้านการทำมาค้าขาย และเมตตามหานิยม
พิมพ์ทรงครุฑ มีดีด้านอำนาจ เหมาะสำหรับข้าราชการ และนักบริหาร
พิมพ์ทรงหนุมาน ดีทางด้านการปกครอง แคล้วคลาด คงกระพัน เหมาะสำหรับข้าราชการ
พิมพ์ทรงเม่น ดีทางเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ หรือนักค้าที่ดิน
พิมพ์ทรงปลา ค้าขาย
พิมพ์ทรงนก เสริมความสำเร็จแก่ผู้ที่มีอาชีพการสื่อสาร นักพูด นักแสดง พ่อค้าที่ต้องเจราในการค้าขาย
เป็นพระเครื่องที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน การแกะแม่พิมพ์เป็นศิษย์และชาวบ้านที่มีฝีในการช่าง พระเครื่องของหลวงพ่อปาน จึงมีหลายพิมพ์และหลายฝีมือ ดินที่ใช้เป็นเนื้อดินในก้นคลองหน้าวัดนำมามากรองเอาส่วนที่หยาบออก เหลือดินละเอียดมาโขลกตำเข้าด้วยกัน แล้วกดแม่พิมพ์ และใช้ไม้ไผ่เสียบปลายเสีบยทางด้านบน เพื่องัดออกจากแม่พิมพ์ นำพระไปผึ่งให้แห้ง นำไปสุมไฟแกลบรวม 7 วัน 7 คืน แล้วจึงนำออกจากบาตร บรรจุผงพุทธคุณ ให้พระในวัดช่วยกันบรรจุผงพุทธคุณที่หลวงพ่อท่านทำรูไว้ในรูที่ถูกไม้ไผ่เจาะทุกองค์ สุดท้ายท่านจะทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวจึงเป็นอันเสร็จพิธี ปัจจุบันนี้ พระเครื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นที่นิยมของนักสะสมเป็นอย่างมากและหายากเป็นที่สุด
พระเครื่องพิมพ์สรรพสัตว์ต่างๆ ผู้ใดมีไว้บูชาติดตัว เพื่อพึ่งพุทธคุณจากพระเครื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค แล้วไม่มีผิดหวังเพราะท่านได้สร้างเอาไว้ครอบคลุมจักวาลไม่ว่าเรื่องเมตตามหานิยม คลาดแล้วปลอดภัย สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดทั้งความเป็นศิริมงคล ผู้ที่บูชาติดไว้กับตัวยังช่วยให้สมปรารถนาในเรื่องต่างๆ
ภาพและข้อมูลจาก : http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=11
สำหรับหลวงปู่ทวด ในวงการพระคงไม่มีใครไม่รู้จัก เมื่อเอ่ยชื่อ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ทุกคนยอมรับว่าเป็นพระคณาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาช่วยเหลือปลดทุกข์ให้แกคนและสัตว์ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังชีวิตอยู่จนกระทั่งท่านมรณภาพไปแล้วเป็นเวลาหลายร้อยปี
ได้มีการสร้างรูปเหมือนท่าน สร้างเป็นวัตถุมงคล ชื่อและคุณงามความดีที่หลวงปู่ทวดท่านได้กระทำไว้ยังอยู่ในใจและเป็นที่สักการะของเหล่าศาสนิกชนชาวพุทธอย่างไม่มีวันเสื่อม ปัจจุบันนี้ได้มีการสร้างรูปเหมือนท่านไว้ให้ชนรุ่นหลังได้กราบสักการะบูชา
วัตถุมงคล หลวงปู่ทวด รุ่น “สุวรรณมงคล” สร้างโดย พ่อท่านทอง วัดสำเภาเชย เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการจังหวัดทหารบกปัตตานีและครอบครัว และนำไปวัตถุมงคลไปแจกจ่ายให้แก่ทหาร ตำรวจ ขาราชการเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ วัตถุมงคลที่สร้างนี้ท่านได้อนุญาตให้จัดสร้างเนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม วัตถุมงคลรุ่นนี้ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 ณ อุโบสถวัดสำเภาเชย การสร้างครั้งนี้ท่านไม่อนุญาตให้นำวัตถุมงคลรุ่นอื่นเข้ามาร่วมพิธีเพื่อมิให้ผู้ใดแอบอ้าง
ประสบการณ์ของเหรียญรุ่นนี้มีมากมายขอยกตัวอย่างและภาพเหตุการณ์ พ่อท่านทองได้แจกให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานใน3ชายแดนจังหวัดภาคใต้ติดตัวเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน ได้ออกลาดตะเวนและออกคุ้มครองครูได้เกิดถูกโจมตีจนเป็นเหตุให้รถเสียหายแต่ทหารที่ได้รับเหรียญไม่ได้รับอันตรายเพราะเป็นบารมีของหลวงปู่ทวดและพ่อท่านทอง เจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=10
ภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก http://www.horamahawed.com
ได้มีการสร้างรูปเหมือนท่าน สร้างเป็นวัตถุมงคล ชื่อและคุณงามความดีที่หลวงปู่ทวดท่านได้กระทำไว้ยังอยู่ในใจและเป็นที่สักการะของเหล่าศาสนิกชนชาวพุทธอย่างไม่มีวันเสื่อม ปัจจุบันนี้ได้มีการสร้างรูปเหมือนท่านไว้ให้ชนรุ่นหลังได้กราบสักการะบูชา
วัตถุมงคล หลวงปู่ทวด รุ่น “สุวรรณมงคล” สร้างโดย พ่อท่านทอง วัดสำเภาเชย เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการจังหวัดทหารบกปัตตานีและครอบครัว และนำไปวัตถุมงคลไปแจกจ่ายให้แก่ทหาร ตำรวจ ขาราชการเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ วัตถุมงคลที่สร้างนี้ท่านได้อนุญาตให้จัดสร้างเนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม วัตถุมงคลรุ่นนี้ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 ณ อุโบสถวัดสำเภาเชย การสร้างครั้งนี้ท่านไม่อนุญาตให้นำวัตถุมงคลรุ่นอื่นเข้ามาร่วมพิธีเพื่อมิให้ผู้ใดแอบอ้าง
ประสบการณ์ของเหรียญรุ่นนี้มีมากมายขอยกตัวอย่างและภาพเหตุการณ์ พ่อท่านทองได้แจกให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานใน3ชายแดนจังหวัดภาคใต้ติดตัวเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน ได้ออกลาดตะเวนและออกคุ้มครองครูได้เกิดถูกโจมตีจนเป็นเหตุให้รถเสียหายแต่ทหารที่ได้รับเหรียญไม่ได้รับอันตรายเพราะเป็นบารมีของหลวงปู่ทวดและพ่อท่านทอง เจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.horamahawed.com/content.php?cate=kong_kang&id=10
ภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก http://www.horamahawed.com
หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับหินศัพดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูหรือที่เรียกกันว่า ศิลาแห่งพระวิษณุ กันมาบ้าง หินชนิดนี้เกิดจากฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์กึ่งหอยกึ่งปลาหมึกชนิดหนึ่งในกลุ่มตระกูลแอมโมไนต์ ที่ชื่อว่า แอมโมนอยด์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน
ชาวฮินดูเชื่อว่า ศาลีคราม เป็นมูรติหนึ่งของพระวิษณุ ในตำนานกล่าวว่า พระลักษมีนั้นแบ่งภาคลงมาเป็นต้นกะเพราหรือเทวีตุลสี ขึ้นอยู่ที่ริมแม่น้ำคัณฑกี แล้วพระวิษณุจึงแบ่งภาคตามลงมาในรูปศาลีคราม
ศาลีครามถือเป็นศิลาศักดิ์สิทธิ์เพราะมีลายคล้ายกับจักรสุทรรศน์อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของพระวิษณุคู่กับสังข์ ดังนั้นชาวอินเดียจึงมักนำของสามสิ่งอันได้แก่ ศาลีคราม สังข์และกะเพรามาบูชาร่วมกันเรียกว่า “ศิลามูรติ”
เชื่อว่าผู้ใดที่ได้ครอบครองทั้ง 3 สิ่งนี้ร่วมกันแล้วจะได้รับความคุ้มครองและการอวยพรจากพระวิษณุและพระลักษมี ให้ปราศจากเรื่องเลวร้ายทั้งปวง อีกทั้งจะนำมาซึ่งความร่ำรวยและโชคที่ดีต่างๆ นานา
โดยเฉพาะในทางโหราศาสตร์เองก็เชื่อว่าศาลีครามนั้นเป็นศิลาวิเศษสามารถป้องกันภัยจากการส่งกระแสร้ายของดาวเสาร์ได้ดีอีกด้วย
การบูชาหรือสวมใส่ศาลีครามไว้กับตัวนั้นจะช่วยให้ท่าน ปลอดภัยจากภัยร้ายต่างๆ, ป้องกันผลร้ายของดาวเสาร์เมื่อดาวเสาร์โคจรมาทับหรือเล็งลัคนา หรือเมื่อดาวเสาร์โคจรมาทับพระจันทร์ในดวงชะตากำเนิด, จะช่วยให้กิจการประสบความสำเร็จได้โดยง่าย, ทำให้ร่ำรวยในทรัพย์สิน และเป็นที่โปรดปราณของพระวิษณุและพระลักษมีเทวี
ชาวฮินดูเชื่อว่า ศาลีคราม เป็นมูรติหนึ่งของพระวิษณุ ในตำนานกล่าวว่า พระลักษมีนั้นแบ่งภาคลงมาเป็นต้นกะเพราหรือเทวีตุลสี ขึ้นอยู่ที่ริมแม่น้ำคัณฑกี แล้วพระวิษณุจึงแบ่งภาคตามลงมาในรูปศาลีคราม
ศาลีครามถือเป็นศิลาศักดิ์สิทธิ์เพราะมีลายคล้ายกับจักรสุทรรศน์อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของพระวิษณุคู่กับสังข์ ดังนั้นชาวอินเดียจึงมักนำของสามสิ่งอันได้แก่ ศาลีคราม สังข์และกะเพรามาบูชาร่วมกันเรียกว่า “ศิลามูรติ”
โดยเฉพาะในทางโหราศาสตร์เองก็เชื่อว่าศาลีครามนั้นเป็นศิลาวิเศษสามารถป้องกันภัยจากการส่งกระแสร้ายของดาวเสาร์ได้ดีอีกด้วย
ภาพและข้อมูล : http://www.horamahawed.com/content.php?cate=gem&id=9
ข้าวตอกพระร่วง ข้าวสารพระร่วง ของศักดิ์สิทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานจากปากพระร่วงเจ้า ท่านใดมีไว้จะเจริญด้วยโภคทรัพย์ทั้งปวง มีกินมีใช้ไม่อด ติดตัวไปซี้อง่ายขายคล่อง บูชาไว้ที่บ้านเป็นศิริมงคลแก่ตนและครอบครัว
ข้าวตอกพระร่วง และ ข้าวสารพระร่วงเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ฝังอยู่หิน หรือมีลักษณะเป็นเม็ดข้าวสารอัดกันเรียงตัวอยู่ในหินมักจะพบบริเวณเขาพระบาทใหญ่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ด้านธรณีวิทยา เชื่อว่าเป็นแร่ธาตุชนิดโลหะมีชื่อว่า “แร่ไพไรต์” ข้าวตอกพระร่วงที่ขุดค้นพบชาวจังหวัดสุโขทัยมีความเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ หากใครมีไว้ติดตัวก็จะเป็นศิริมงคลกากินคล่องเจริญรุ่งเรืองต่อตนและครอบครัว
แหล่งกำเนิดข้าวตอกพระร่วง และข้าวสารพระร่วง ขุดพบในบริเวณเขาพระบาทใหญ่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ขุดพบข้าวตอกพระร่วง ลักษณะข้าวตอกพระร่วงนี้มีความแข็งคล้ายหิน มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และผืนผ้าเป็นทรงเลขาคณิตเกิดขึ้นเองโดยตามธรรมชาติ มีสีดำ สีดำปนน้ำตาล สีดำปนเงิน สีดำปนทอง เมื่อนำมาเจียรนัยเป็นเครื่องประดับจะมีเงามันสวยงาม
ข้าวตอกพระร่วง หรือ ข้าวสารพระร่วง ชาวสุโขทัยเชื่อว่าเป็นสิ่งของที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดจากแรงอธิษฐานของพระร่วงเจ้า ที่เกิดขึ้นในสมัย พระร่วงแห่งเมืองสุโขทัย คือพระร่วงเป็นกษัตริย์ที่มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อท่านนั้นได้เปล่งวาจาสิ่งใดออกไปก็จะเป็นไปตามนั้น ครั้งหนึ่งได้มีขอมมาตามหาพระร่วง ขณะนั้นพระร่วงได้ทำการกวาดใบไม้แห้งอยู่ที่ลานวัดพอดีขอมได้โผล่ขึ้นมาแล้วถามถึงพระร่วง ขอมผู้นั้นไม่ทราบว่ากำลังพูดอยู่กับพระร่วง พระร่วงจึงได้เอยวาจาว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่เถอะ” จากนั้นขอมผู้นั้นกลายเป็นหินอยู่ตรงนั้น นี่เป็นคำวาจาศักดิ์สิทธิ์ของพระร่วงที่เชื่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ข้าวตอกพระร่วง และข้าวสารพระร่วง มักจะนำมาเจียรนัยมาทำเป็นเครื่องประดับ เป็นที่นิยมและเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานของพระร่วงเจ้า ท่านที่มีไว้บูชาจะเกิดเป็นศิริมงคลแก่ตัวท่านและครอบครัว จะเจริญด้วยโภคทีรัพย์ทุกๆประการ นำติดตัวไปค้าขายก็ซื้อง่ายขายคล่อง บูชาไว้ที่บ้านเป็นศิริมงคลแก่ตัวและครอบครัว จะทำให้มีกินมีใช้ไม่อดอยากเหมือนกับเมล็ดข้าวที่งอกออกรวงเต็มท้องทุ่งนา หรือมีข้าวสะสมไว้ในยุ้งฉาง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



